เข้าใจการสร้างสาวก ปฎิบัติการทวีคูณ

“แต่พวกท่านจะได้รับพระราชทานฤทธานุภาพ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

 

“ปฏิบัติการทวีคูณ” เป็นยุทธวิธีซึ่งมีรากฐานจากพระคัมภีร์ เพื่อการทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ ความท้าทายของปฏิบัติการนี้เรียกเราให้ทุ่มเทอธิษฐานและปวารณาตัวที่จะมีวิถีชีวิตแห่งการเป็นพยานส่วนตัวและทำพันธกิจด้านความสัมพันธ์ พระเยซูตรัสว่า “…จงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา” (มัทธิว 28:19) ถ้าจะให้ภารกิจระดับโลกนี้สำเร็จ หลักการทวีคูณการประกาศซึ่งอัครทูตเปาโลรับรองไว้ จะต้องกลายเป็นจริงในคริสตจักรของเรา เขากล่าวว่า “จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลาย ๆ คน ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย” (2 ทิโมธี 2:2)

 

เพื่อจะประกาศแก่จิตวิญญาณ 8 พันล้านดวงซึ่งจะมีชีวิตอยู่ในชั่วอายุคนต่อไป เราต้องปฏิบัติตามคำสอนปฏิรูปอันทรงพลัง ซึ่งกล่าวว่าผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้ “และพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์” (เอเฟซัส 4:11, 12)

 

แนวคิดเรื่องการทวีคูณในพระคัมภีร์มีพระสัญญาที่ยิ่งใหญ่สำหรับคริสตจักรหรือบุคคลใดก็ตามที่รับแนวคิดนี้ไว้ในใจ กระบวนการนี้เริ่มต้นเมื่อสมาชิกคริสตจักรที่สัตย์ซื่อ พร้อม และฝึกได้ มาอุทิศตัวเพื่อจะเป็นพยานและผู้สร้างสาวกที่ทำสิ่งเหล่านี้เป็นวิถีชีวิต “ปฏิบัติการทวีคูณ” จะช่วยพวกเขาเตรียมตัวอย่างแท้จริงเพื่อจะบรรลุภารกิจซึ่งพระเจ้าทรงมอบหมายให้พวกเขาทำในฐานะคริสเตียน เปาโลกล่าวว่า “เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม” (เอเฟซัส 2:10) พระสัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าในกิจการ 1:8 กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้เชื่อทุกคนสามารถเป็นพยานที่มีฤทธิ์เดชได้

 

เพราะพระเจ้าประทานความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ เราจึงสามารถคลายกังวลและมั่นใจเมื่อเราเล่าเรื่องความเชื่อของเรา และให้การสนับสนุนส่วนตัวแก่ผู้ที่ตอบสนอง โดยกระบวนการสร้างสาวกผ่านความสัมพันธ์ใน “ปฏิบัติการทวีคูณ” เราสามารถมีความสุขกับการมองดูการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อเราทุ่มเทอธิษฐานและลงทุนชีวิตของเราในผู้อื่นอย่างคงเส้นคงวาเพราะพระมหาบัญชา เราจำเป็นต้องปลูกฝังนิมิตพันธกิจโลกในจิตใจของผู้เชื่อใหม่ทุกคน ทั้งเราและคนที่เราฝึกจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวของเราในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า โดยความเชื่อ เราต้องตั้งใจที่จะไม่เป็นจุดอ่อนในสายโซ่ฝ่ายจิตวิญญาณของพระองค์ โดยการทวีคูณ สมาชิกที่อุทิศตัวอย่างเต็มที่ของทุกคริสตจักร ซึ่งแม้จะมีเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ ก็สามารถนำข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไปสู่ทุกส่วนในชุมชนของพวกเขาได้ กุญแจสำคัญคือการอธิษฐานประจำวัน และการพึ่งพาพระเจ้าอย่างอดทนและคงเส้นคงวา พระองค์จะทรงจัดเตรียมโอกาสที่จะเป็นพยาน ความชื่นชมยินดีจะเกิดจากการได้เห็นสายโซ่ของชีวิตที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงทอดยาวออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อผู้เชื่อใหม่เริ่มมีลูกฝ่ายจิตวิญญาณ พันธกิจที่ลึกซึ้งนี้มักจะเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ โดยใช้ระยะเวลาหลายปี – จากนั้นการเติบโตทางตัวเลขแบบพุ่งพรวดก็จะเริ่มขึ้น

 

แม่แบบในพระคัมภีร์ใหม่

พระคัมภีร์มีอะไรมากมายจะบอกเราเกี่ยวกับการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อเราเข้าใจว่าการสร้างสาวกคริสเตียนนั้น โดยหลัก ๆ แล้วก็คือพันธกิจการเป็นแบบอย่างส่วนตัว ครั้งหนึ่งเปาโลได้อธิบายหลักการนี้โดยกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า เหมือนกับที่ข้าพเจ้าทำตามแบบอย่างของพระคริสต์” (1 โครินธ์ 11:1) คำสอนที่ชัดเจนนี้คือเสียงสะท้อนคำตรัสที่พระเยซูตรัสแก่เหล่าสาวกในมัทธิว 4:19 ว่า “จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” สิ่งที่เน้นชัดเจนอย่างยิ่งในคำเชิญชวนทั้งคู่ก็คือ การเรียนรู้โดยการสังเกต หลักการนี้ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินในชีวิต คือศิลามุมเอกของการให้การศึกษาคริสเตียนในยุคแรก การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณจะงอกงามในสภาพแวดล้อมซึ่งความสัมพันธ์คือวิธีการหลักในการได้รับความกระจ่างและความเข้าใจใหม่ ๆ

 

ความรัก ความซื่อตรง ความจริง และแม้กระทั่งทักษะในการรับใช้จะได้รับการถ่ายทอดได้ดีที่สุดในบริบทของมิตรภาพส่วนตัวซึ่งมีความห่วงใยเอาใจใส่ สภาพแวดล้อมดังกล่าวจะต้องมีความไว้ใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน อันดับแรกผู้เชื่อใหม่รุ่นแรกจะสังเกตเห็นวินัยฝ่ายจิตวิญญาณ จากนั้นเขาก็จะเลียนแบบ ความสมดุลระหว่างการสอนกับการฝึกจะเป็นธรรมชาติมาก จนดูเหมือนมันแทบจะไหลลื่นไป บางทีฟีลิปปี 4:9 อาจแสดงให้เห็นหลักการอันเป็นรากฐานนี้ได้ดีที่สุด “และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้ รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้า” สิ่งที่เราได้ยินเท่ากับการสอน สิ่งที่เราได้เห็นเท่ากับการฝึก ทั้งคู่คือเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการสร้างสาวก ฟีลิปปี 3:17 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย จงร่วมกันทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า ท่านมีเราเป็นตัวอย่างแล้ว จงสังเกตดูคนเหล่านั้นที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่เราวางไว้ให้พวกท่านนั้น”

 

องค์ประกอบของความเป็นเพื่อน

วลีอมตะที่กล่าวว่า “สิ่งที่รับรู้มีมากกว่าสิ่งที่จะสอนได้” ได้นิยามแง่มุมสำคัญของการติดตามผลส่วนตัวเอาไว้ ถึงแม้บทเรียนมากมายในการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณจะสามารถถ่ายทอดผ่านคลังวรรณกรรมคริสเตียน แต่บุคลิกภาพ ความกระตือรือร้น เสียงหัวเราะ และประกายในแววตาไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยวิธีนี้ นอกจากนั้น แง่มุมเชิงประสบการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในการสื่อสารยังเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในพันธกิจการสร้างสาวกที่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้การสร้างสาวกจะมีแง่มุมที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจอยู่มากมาย แต่ก็ยังมีคุณสมบัตินามธรรมอย่างความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งถ่ายทอดผ่านมิตรภาพได้เท่านั้น

 

ทำไมการสร้างสาวกตัวต่อตัวจึงเป็นห่วงโซ่สำคัญยิ่งในการประกาศที่ประสบความสำเร็จ? ครั้งหนึ่ง ดร. เฮอร์เชล ฮ็อบส์ ได้กล่าวไว้อย่างชาญฉลาดว่า “งานการประกาศยังไม่สำเร็จ จนกว่าผู้ฟังข่าวประเสริฐจะกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” การหยุดชะงักในการติดตามผลขั้นต้นหรือในกระบวนการเตรียมขั้นพื้นฐาน อาจก่อให้เกิดการลัดวงจรในศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของวงจรทวีคูณการประกาศนี้

 

ขอให้พิจารณาดอกเบี้ยทบต้น วงจรการสืบพันธุ์ในธรรมชาติ หรือการเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดของประชากรสิ่งมีชีวิตในโลก ไม่ช้าก็จะเห็นได้ชัดว่าทำไมการทวีคูณจึงเป็นวิธีการหลักของพระเจ้าเติมโลกนี้ให้เต็ม สุนัขเพศเมียที่ไม่ทำหมันหนึ่งตัวและลูกหลานของมันสามารถให้กำเนิดลูกสุนัขได้ 4,372 ตัวภายในเจ็ดรุ่นเท่านั้น และแมวเพศเมียที่ไม่ทำหมันหนึ่งตัวและลูกหลานของมัน สามารถให้กำเนิดลูกแมวได้ 80 ล้านตัวภายในระยะเวลาสิบปี ที่ดูเหมือนตลกก็คือ แนวคิดพื้นฐานเดียวกันนี้ใช้ได้กับพระมหาบัญชาโดยตรง บิลลี เกรแฮมเคยกล่าวว่า

 

“หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ข้อแรก ๆ ที่ดอว์สัน ทร็อทแมน ผู้ก่อตั้งองค์การเนวิเกเตอร์ หนุนใจให้ผมท่องจำคือ “จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลาย ๆ คน ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย” (2 ทิโมธี 2:2) พระคัมภีร์ข้อนี้เหมือนสูตรคณิตศาสตร์สำหรับการเผยแพร่พระกิตติคุณและขยายคริสตจักร เปาโลสอนทิโมธี ทิโมธีบอกสิ่งที่เขารู้แก่บรรดาคนที่ซื่อสัตย์ แล้วคนที่ซื่อสัตย์เหล่านั้นก็จะสอนคนอื่นต่อไปเช่นกัน และกระบวนการนี้ก็จะดำเนินต่อ ๆ ไปแบบนั้น ถ้าผู้เชื่อทุกคนทำตามแบบแผนนี้ คริสตจักรจะสามารถนำพระกิตติคุณไปถึงคนทั้งโลกได้ภายในชั่วอายุคนเดียว งานประกาศใหญ่ ซึ่งผมมีความเชื่อ และผมได้ปวารณาตัวให้ จะไม่มีวันทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ แต่พันธกิจตัวต่อตัวต่างหากที่จะทำให้สำเร็จ” (The Holy Spirit, Waco, TX: Word, 1978, p. 147)

 

การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ

สำหรับคริสตจักร การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณคือสูตรตามหลักพระคัมภีร์สำหรับการทำให้พระบัญชาเรื่องการเผยแพร่ข่าวประเสริฐขององค์พระผู้เป็นเจ้าสำเร็จ (มัทธิว 28:19-20) โดยผู้เชื่อใหม่ที่ปวารณาตัวเพียงคนเดียวที่เติบโตอย่างคงเส้นคงวา เล่าความเชื่อของตนตามธรรมชาติ และฝึกคนอื่นส่วนตัวให้ทำเช่นเดียวกัน ในที่สุดทั้งโลกก็จะสามารถได้รับข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ กระบวนการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณอันน่าทึ่งนี้มีลักษณะเป็นส่วนตัว สนุก และมีประสิทธิภาพมากจนคริสตจักรไหน ๆ ก็ทำได้ มันต้องการเพียงนิมิตและการปวารณาตัวเท่านั้น โปรดดูแผนผังหลักการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณในหน้าถัดไป

 

หลักการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ

 ถ้าคุณจะเป็นพยานหกเดือน และนำคนมาเชื่อได้หนึ่งคน จากนั้นก็สร้างเขาอีกหกเดือน เมื่อสิ้นปีแรกก็จะมีพวกคุณสองคนจากนั้นถ้าพวกคุณทั้งสองคนนำหนึ่งคนมาเชื่อ และแต่ละคนก็สร้างสองคนนั้น เมื่อสิ้นปีที่สอง ก็จะมีคริสเตียนที่เติบโตและนำคนอื่นมาเชื่อรวมทั้งหมดสี่คน ถ้าพวกคุณทั้งสี่คนยังคงทุ่มเทอธิษฐานและมีวิถีชีวิตแห่งการเป็นพยานและติดตามผลแบบนี้ต่อไป คุณก็สามารถมีอิทธิพลต่อโลกนี้เพื่อพระคริสต์ได้ภายในหนึ่งชั่วชีวิตสั้น ๆ

ปีแรก = 2

ปีที่ 2 = 4

ปีที่ 4 = 16

ปีที่ 6 = 64

ปีที่ 8 = 256

ปีที่ 10 = 1024

ปีที่ 12 = 4,096

ปีที่ 13 = 8,192

ปีที่ 20 = 1,048,576

ปีที่ 30 = 1,073,741,824

ปีที่ 32 = 4,294,967,296

ปีที่ 33 = 8,589,934,592


tawikoon

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คริสตจักรทุกแห่งสามารถเตรียมผู้สร้างสาวกให้ทำงานส่วนตัวกับผู้เชื่อใหม่และสมาชิกซึ่งเข้าร่วมในการสามัคคีธรรมของพวกเขา โดยมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ผู้ที่ได้รับการฝึกจะไม่เพียงเติบโตส่วนตัวเท่านั้น แต่พวกเขาจะได้เรียนรู้ด้วยว่า “ทำไม” จึงต้องสร้างคนอื่น และจะสร้างคนอื่น “อย่างไร” วงจรการติดตามผล การเติบโตส่วนตัว และการประกาศนี้คือการแสดงออกในทางปฏิบัติของ 2 ทิโมธี 2:2 ซึ่งบิลลี เกรแฮมเรียกว่าพันธกิจ “ตัวต่อตัว”

เพื่อจะให้การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณเกิดขึ้น เราจะต้องมองว่าการเป็นพยานส่วนตัวและการสร้างสาวกส่วนตัวนั้นเป็นส่วนประกอบที่เชื่อมต่อกันในกระบวนการสร้างสาวกครบวงจร ในที่สุดแล้ว โดยแนวทางการประกาศแบบพระคัมภีร์ใหม่นี้ การมีวิถีชีวิตแห่งการเป็นพยานก็สามารถเป็นเรื่องธรรมชาติได้เหมือนการอธิษฐานก่อนกินอาหาร ขอให้จำไว้ว่าตั้งแต่เริ่มแรก กิจการ 1:8 ไม่ได้กล่าวแก่ผู้เชื่อไม่กี่คนที่ได้รับการทรงเรียกให้รับใช้ในฐานะศิษยาภิบาลหรือมัคนายก พระคัมภีร์ข้อนี้เขียนไว้สำหรับคนทั้งคริสตจักร

 

การสร้างสาวกควรเริ่มขึ้นเมื่อไร

 ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าพันธกิจการเป็นแบบอย่าง และการมีมิตรภาพแบบคริสเตียน ควรจะเริ่มต้นทันทีที่ผู้เชื่อใหม่ตัดสินใจรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ในการศึกษาชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง คริสตจักรแห่งหนึ่งได้พบว่า 90 เปอร์เซนต์ของสมาชิกใหม่ที่นั่นสามารถผ่านกระบวนการสร้างส่วนตัวที่ยาวนานได้สำเร็จ เหตุผลของความสำเร็จนี้พวกเขาบอกว่าเป็นเพราะ สมาชิกใหม่ทุกคนได้ถูกมอบหมายให้ผู้สร้างสาวกที่ผ่านการฝึกมาแล้วไปรับหน้าที่ดูแลภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากสมาชิกใหม่คนนั้นได้ตัดสินใจฝ่ายจิตวิญญาณคริสตจักรที่มีประสิทธิภาพสูงหลายแห่งในปัจจุบันกำลังจัดสรรผู้สร้างสาวกที่ผ่านการฝึก ให้ทำหน้าที่ปกป้องผู้เชื่อใหม่จากลัทธิมากมายและสิ่งหันเหความสนใจในโลก ซึ่งจะล่าคนที่อ่อนแอฝ่ายจิตวิญญาณ และพยายามทำให้เขาหลงไปจากการอุทิศตัวเพื่อพระคริสต์ตามการเรียกชื่อในปัจจุบัน การทำพันธกิจผ่านความสัมพันธ์นั้นเป็นหัวใจของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการนำสมาชิกใหม่เข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกับเรา มันทำหน้าที่เป็นเหมือนครูซึ่งชี้ทางไปหาพันธกิจการสร้างและการให้การศึกษาอีกหลายพันธกิจในคริสตจักร เมื่อคริสตจักรของคุณริเริ่มกระบวนการนี้ ความเข้าใจต่าง ๆ ต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ ประสบการณ์ได้ชี้ให้เห็นว่า ผู้สร้างสาวกคริสเตียนควรเตรียมพร้อมที่จะ:

 

จดจ่อที่พระคริสต์เสม ให้พระองค์อยู่ที่ศูนย์กลางมิตรภาพของคุณ เป็นเรื่องสำคัญที่จะจำไว้ว่า อย่างมากที่สุดเราก็ยังเป็นแบบอย่างที่ห่างไกลจากความสมบูรณ์ในเรื่องความเป็นเลิศฝ่ายจิตวิญญาณ ดังนั้นจงยกย่องพระคริสต์ เพราะมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จะไม่มีวันทำให้คนที่คุณกำลังสร้างผิดหวัง ขอให้จำไว้ว่า วัตถุประสงค์ของคุณไม่ใช่เพื่อนำคริสเตียนใหม่ให้คิดและทำเหมือนอย่างคุณ แต่เพื่อให้เขาคิดและทำตามพระวจนะของพระเจ้า

 

มุ่งเน้นที่ลักษณะนิสัยแบบคริสเตียน ในโลกแห่งการเสแสร้งและค่านิยมทางศีลธรรมกำลังเสื่อมถอย ผู้คนกำลังโหยหาการแสดงออกอย่างสมดุลของคริสต์ศาสนาที่แท้จริง  ความเชื่อที่ผิวเผิน ความหน้าซื่อใจคด และการกระทำแบบสุดโต่ง ได้ทำลายความน่าเชื่อถือของเราในสังคมชาวโลก องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ทำนองเดียวกันพวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์” (มัทธิว 5:16) เราต้องการแสงสว่างมากกว่านี้ ลักษณะนิสัยคือความเป็นจริงฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งจะทำให้โลกเคารพนับถือ และทะลุทะลวงความมืดของโลกนี้ พูดอีกอย่างก็คือ ลักษณะของชีวิตเราจะเปิดหรือไม่ก็ปิดประตูให้การเป็นพยานและการทำพันธกิจส่วนตัวของเรา

 

นำเสนอการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อผู้เชื่อใหม่ได้ค้นพบว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญต้องทำในพระมหาบัญชา ก็จะมีสองสิ่งเกิดขึ้นทันที ประการแรก พวกเขาจะเห็นเป้าหมายชีวิตที่เป็นรูปธรรมซึ่งคุ้มค่าที่จะทำให้สำเร็จ ประการที่สอง พวกเขาจะได้รับความท้าทายซึ่งยิ่งใหญ่พอที่จะกุมหัวใจของเขา

 

ตามปกติผู้เชื่อใหม่จะเป็นคนที่รับการสอนได้ ชีวิตของพวกเขาเป็นดินเหนียวที่อ่อนนุ่มซึ่งพระเจ้าปรารถนาจะปั้น เราไม่อาจละเลยช่วงเวลาที่พวกเขากำลังรับการสอนได้ง่ายในช่วงนี้ ถ้าพวกเขาสามารถสังเกตเห็นจิตวิญญาณที่ห่วงใยของคุณ และเห็นคุณเล่าเรื่องความเชื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานพวกเขาก็จะทำตาม พวกเขาจะค้นพบว่าการเป็นพยานนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนน้ำไหลไปตามลำธาร มันไม่จำเป็นต้องมีการบังคับฝืนใจ โดยพันธกิจการเป็นแบบอย่างของคุณ พวกเขาจะพัฒนาความรู้สึกที่ไวต่อการทรงนำของพระเจ้า และในที่สุดก็จะเรียนรู้ที่จะจับคนเหมือนจับปลา โดยไม่ทำให้ปลาตกใจกลัว (มัทธิว 4:19)

 

สร้างมิตรภาพฝ่ายจิตวิญญาณ มิตรภาพส่วนตัวกับผู้เชื่อใหม่มักจะมีความสำคัญกว่าที่คุณคาด ผู้เชื่อใหม่และสมาชิกใหม่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับความรักและรู้สึกว่าตนได้รับการยอมรับในฐานะบุคคล พวกเขาหลายคนอาจจะบอบช้ำ และจำเป็นต้องได้รับการยืนยันให้มั่นใจว่าพวกเขามีค่าทั้งสำหรับพระเจ้าและคนที่เป็นตัวแทนคริสตจักรของพระองค์ นี่คือเหตุผลที่มิตรภาพมีบทบาทที่สำคัญมากเช่นนั้น

 

เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสนุก การมีท่าทีแง่บวกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสามัคคีธรรมที่ดี ท่าทีของคุณจะชักนำผู้เชื่อใหม่มาสู่การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ หรือไม่ก็จะทำให้เขาสงสัยว่ามันสำคัญจริงหรือเปล่า ท่าทีแบบเคร่งกฎบัญญัติมักจะทำลายความสัมพันธ์ในการสร้างสาวก ดังนั้นให้คุณจดจ่อที่ความจริง และพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะสร้างความชื่นชมยินดีที่แท้จริง องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “จนบัดนี้พวกท่านก็ยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม” (ยอห์น 16:24) พระองค์ต้องการให้สาวกของพระองค์ได้สัมผัสสันติสุขและความสุขภายใน

 

ในโลกปัจจุบัน ผู้เชื่อใหม่ทุกคนจะต้องรับมือกับวิกฤติการณ์ส่วนตัวหรือความต้องการพิเศษบางรูปแบบ โดยการสร้างสาวก เขาจะสามารถเรียนรู้แนวทางจากพระคัมภีร์ ในการรับมือปัญหาเหล่านั้นอย่างประสบความสำเร็จ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงมีใจกล้าเถิด เพราะว่าเราชนะโลกแล้ว” (ยอห์น 16:33) โดยประสบการณ์ส่วนตัวของคุณ เพื่อนใหม่ของคุณจะสามารถเรียนรู้ว่าความยากลำบากในชีวิตนั้นเป็นเรื่องปกติ และความจริงแล้วเป็นสิ่งที่เขาควรคาดหมายว่าจะเจอ นอกจากนั้นเขาจะสามารถเห็นวิธีที่คุณนำการทดสอบใหม่ ๆ มามอบไว้กับพระเจ้าโดยการอธิษฐาน และได้มีประสบการณ์ว่าพระองค์ประทานความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนยันกับเรา เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา” (มัทธิว 11:30)

 

จงเตรียมพร้อมฝ่ายจิตวิญญาณ ให้คุณทูลขอพระเจ้าช่วยให้คุณมีความกระตือรือร้นสำหรับประโยชน์ของผู้เชื่อใหม่แต่ละคนที่คุณสร้างเขา เขาสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากคุณ การเฝ้าเดี่ยวประจำวันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มันช่วยเตรียมจิตใจและความคิดของคุณสำหรับงานรับใช้ และตามปกติแล้วมันควรได้รับความสำคัญเหนือกว่ากิจกรรมรีบเร่งมากมายในแต่ละวัน วินัยส่วนตัวของคุณในการท่องจำข้อพระคัมภีร์ อธิษฐาน และศึกษาพระคัมภีร์ จะไม่เพียงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้เชื่อใหม่เท่านั้น แต่มันจะทำให้คุณพร้อมยิ่งขึ้นสำหรับการทำพันธกิจสร้างสาวกด้วย เปาโลกล่าวว่า “จงฝึกตนในทางพระเจ้า” (1 ทิโมธี 4:7ค) ที่สุดแล้ว มีเพียงบุคคลเดียวที่สามารถนำคุณไปสู่การเติบโตและวินัยฝ่ายจิตวิญญาณ – นั่นคือตัวคุณเอง ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รับการหนุนใจส่วนตัวจากการใคร่ครวญภาวนาฟีลิปปี 4:13 อยู่เรื่อย ๆ พระคัมภีร์ข้อนี้กล่าวว่า “ข้าพเจ้าทำได้ทุกอย่างโดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า” เราได้รับการทรงเรียกมาเพื่อให้ประสบความสำเร็จในภารกิจซึ่งพระเจ้าทรงริเริ่ม และพระองค์สามารถทำให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จได้ “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นซื่อสัตย์ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (1 เธสะโลนิกา 5:24)

 

วิงวอนเพื่อความต้องการที่เจาะจง เปาโลกล่าวว่า “และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่พวกท่านจากทรัพย์อันรุ่งโรจน์ ของพระองค์ในพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี 4:19) ถึงที่สุดแล้ว เพื่อนใหม่ของคุณจะต้องเรียนรู้ความจริงฝ่ายจิตวิญญาณข้อนี้ผ่านประสบการณ์ส่วนตัว การตระหนักเรื่องนี้จะต้องอาศัยเวลาและการสนับสนุน ให้คุณคำนึงถึงเรื่องนี้ และเมื่อคุณอธิษฐาน ให้คุณพยายามอธิษฐานอย่างเจาะจงมาก ๆ และไม่ช้าเขาก็จะเริ่มเห็นว่าพระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์อย่างไร มาระโก 11:24 กล่าวว่า “เพราะเหตุนี้ เราบอกท่านทั้งหลายว่า เมื่อพวกท่านอธิษฐานขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับ แล้วพวกท่านจะได้รับสิ่งนั้น

 

ชื่นชมความก้าวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณ ถ้าเพื่อนใหม่ของคุณรู้สึกตื่นเต้น ให้คุณร่วมตื่นเต้นไปกับเขา และชื่นชมความก้าวหน้าฝ่ายจิตวิญญาณของเขาในทุก ๆ โอกาส การทำเช่นนี้จะเป็นแหล่งแห่งกำลังใจที่แท้จริงสำหรับคุณทั้งสองคน

เมื่อหลายปีก่อน แพทย์หนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นคริสเตียนที่กำลังเติบโต ใกล้จะจบจากการฝึกงานที่โรงพยาบาลจอห์น ปีเตอร์ สมิธ ในเมืองฟอร์ทเวิร์ธ รัฐเท็กซัส เขามาร่วมคริสตจักรของเรา และไม่ช้าเราก็เป็นเพื่อนกัน เขาอยากรับการสร้าง ผมจึงได้รับสิทธิพิเศษที่จะพบปะกับเขาตลอดระยะเวลาประมาณหนึ่งปี ตั้งแต่เริ่มต้น เราตั้งใจจะท่องจำข้อพระคัมภีร์สัปดาห์ละหนึ่งข้อ และมาท่องให้กันและกันฟัง ผมดีใจเมื่อผมเห็นเขามีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษที่จะเติบโต ผมต้องประหลาดใจที่เขาท่องจำได้สามข้อตั้งแต่สัปดาห์แรก ตามปกติเราจะไปออกกำลังกายกันที่เฮลธ์สปาในละแวกนั้นหลังจากเราศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกันเสร็จแล้ว ผมพบว่าช่วงเวลาสามัคคีธรรมเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการพบปะประจำสัปดาห์ของเรา และเมื่อผมชมเชยเขาที่เขาสัตย์ซื่อ และให้กำลังใจเขาตลอดหลายเดือนนั้น เขาก็รุดหน้าไปในการสะสมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในใจ เล่าเรื่องความเชื่อของตน จดบันทึกคำเทศนา และมีความสุขกับการเฝ้าเดี่ยวทุกวันอย่างคงเส้นคงวา การพบปะกันในช่วงนั้นเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับเราทั้งสองคน และเวลานี้เขาสามารถใช้เวลากับคนอื่นแบบนั้นได้เช่นเดียวกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายได้รับเปล่า ๆ ก็จงให้เปล่า ๆ” (มัทธิว 10:8)

 

วางแผนการสามัคคีธรรมล่วงหน้า หลังจากการศึกษาพระคัมภีร์และอธิษฐานด้วยกัน ให้คุณเหลือเวลาไว้สำหรับการพูดคุยฉันมิตรเสมอ การกินไอศกรีม การเดินออกกำลังกาย หรือแค่นั่งดื่มกาแฟคุยกัน ก็สามารถแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจเขา

โยเกิร์ตแช่แข็งไขมันต่ำคือผลิตภัณฑ์นมชนิดโปรดที่ผมอดใจได้ยาก คาบเรียนสร้างสาวกดี ๆ หลายครั้งจบลงด้วยการไปร้านไอศกรีมในละแวกนั้น แนวคิดตามหลักพระคัมภีร์ซึ่งอยู่เบื้องหลังการปฏิบัติเช่นนี้เป็นเรื่องที่สังเกตเห็นได้ไม่ยาก องค์พระผู้เป็นเจ้านั่งเงียบ ๆ อยู่ที่เชิงเขา สามัคคีธรรมกับอัครทูตของพระองค์ และพระองค์กับอัครทูตก็มักจะมีเวลาพูดคุยกันเงียบ ๆ หรือรับประทานอาหารด้วยกัน การสื่อสารและพูดคุยกันแบบสบาย ๆ เช่นนี้ควรซึมซาบอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างสาวกกับผู้สร้างสาวกในยุคปัจจุบัน การเรียนบทเรียนให้จบในแต่ละครั้งที่คุณมาพบกันเป็นเรื่องสำคัญ แต่อย่าลืมใส่กิจกรรมที่ไม่มีแบบแผนตายตัวไว้ในความสัมพันธ์ของคุณด้วย ให้คุณพยายามจบการพบปะกันแต่ละครั้งด้วยความรู้สึกคาดหวังอยากจะมาพบกันอีกในครั้งต่อไป

 

พัฒนาของประทานฝ่ายจิตวิญญาณ จากเอเฟซัส 2:8-10 พระคัมภีร์กล่าวไว้ชัดเจนว่าผู้เชื่อใหม่ทุกคนมีความพิเศษเฉพาะตัว และนำความมั่งคั่งแห่งศักยภาพในการรับใช้มาสู่ชีวิตคริสเตียน ความหลากหลายจงเจริญ พระคัมภีร์พยายามอธิบายประโยชน์เฉพาะเจาะจงของอวัยวะแต่ละส่วนในชุมชนคริสเตียน (1 โครินธ์ 12:14-26) โดยการสอนของคุณ คุณสามารถช่วยผู้เชื่อใหม่ให้เรียนรู้จักเข้าใจและชื่นชมของประทานฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง เคล็ดลับของความอิ่มใจส่วนตัวนั้นมาจากการเรียนรู้ที่จะใช้ของประทานจากพระเจ้าเพื่อพระเกียรติของพระองค์ ในยุคที่ผู้คนเป็นโรคดูถูกตัวเองเรื้อรัง ความเข้าใจนี้สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้เชื่อใหม่ได้อย่างแท้จริง

 

พันธกิจของคริสตจักรคุณ

 จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคริสตจักรแห่งหนึ่งกล้าทำตามแบบอย่างของคริสตจักรยุคแรก ศิษยาภิบาลใจกล้าคนหนึ่งนำสมาชิกของเขารับความท้าทายนี้เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เขามาถึงคริสตจักรแห่งแรกซึ่งเขาทำหน้าที่ศิษยาภิบาล ที่นั่นมีคนมาเรียนรวีวารศึกษา 69 คน และมานมัสการ 100 คน เขาไม่มีเลขานุการ และเขาเป็นเจ้าหน้าที่คนเดียวของคริสตจักร ขณะที่เขาอธิษฐาน พระเจ้าตรัสในจิตใจของเขา ไม่ช้าเขาก็เกิดความมั่นใจว่าเขามีทักษะการรับใช้ทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องมีสำหรับการสร้างสามัคคีธรรมที่เข้มแข็งแบบพระคัมภีร์ใหม่ ภารกิจที่เขาต้องทำคือประยุกต์ใช้แนวทางการทวีคูณในพระคัมภีร์ และรอคอยพระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อที่พระองค์จะสร้างผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณขึ้นมา เขาตั้งใจว่าผู้นำในอนาคตแต่ละคนควรปวารณาตัวเพื่อจะมีวิถีชีวิตแห่งการประกาศ และฝึกวินัยแห่งการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณส่วนตัว เขาและภรรยา กับคู่สมรสที่พร้อมรับการสอนอีกหกคู่ได้ตั้งใจที่จะสร้างชีวิตของพวกเขาตามหลักการใน 2 ทิโมธี 2:2 สตรีแต่ละคนตกลงที่จะสร้างสตรีอีกคน และผู้ชายแต่ละคนก็ตกลงที่จะทำแบบเดียวกัน เพียงแปดปีให้หลัง คริสตจักรนี้มีผู้สร้างสาวกที่ผ่านการฝึกแล้วมากกว่า 100 คน ซึ่งเป็นคนที่เป็นพยานและสร้างคนที่ยอมรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด

ปัจจุบัน คริสตจักรแห่งนี้มีผู้มาเรียนรวีวารศึกษาเฉลี่ย 400 คน และมานมัสการ 500 คน บรรดาสมาชิกเต็มไปด้วยความรักแบบคริสเตียน และพวกเขาสัมผัสความชื่นชมยินดีตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากการได้เห็นพี่น้องผู้เชื่อเติบโตในพระคุณและความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อถามว่าเขารู้สึกว่าการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณยังใช้ได้ผลหรือไม่ ศิษยาภิบาลคนนี้ตอบว่า “คุณมั่นใจได้เลยว่ามันได้ผล เราแค่ต้องอดทนและใช้แผนการของพระเจ้า”

 

การเพิ่มพูนคริสตจักร

ในคริสตจักรอีกแห่งที่ใหญ่กว่านั้นมาก ขั้นตอนแรกก็คือการปิด “ประตูหลัง” วิธีการดี ๆ ในการทำให้สมาชิกใหม่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับสมาชิกคนอื่น ๆ จำเป็นต้องเกิดขึ้นก่อน แล้วคริสตจักรจึงจะสามารถคาดหวังพันธกิจที่เข้มแข็งได้ และด้วยการเปลี่ยนแปลงเพียงเรื่องปลีกย่อย คริสตจักรที่ว่านี้ก็ได้สังเกตเห็นว่าอัตราการลดจำนวนสมาชิกของพวกเขาได้ลดลงจาก 53% เหลือเพียง 3% ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 24 เดือนเท่านั้น แล้วอะไรทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนี้ คำตอบคือ ผู้สร้างสาวกหนึ่งร้อยเก้าสิบคนได้เรียนรู้วิธีให้ความช่วยเหลือส่วนตัวและสร้างสมาชิกใหม่ทุกคนที่เข้ามาในคริสตจักร เมื่อความรักของคริสเตียนกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ และการสามัคคีธรรมกลายเป็นเรื่องตื่นเต้น ผู้คนก็จะอยากอยู่และอยากเติบโต ไม่ช้าพวกเขาก็จะเริ่มบอกเล่าข่าวประเสริฐแก่ผู้อื่น เคล็ดลับก็คือมิตรภาพซึ่งมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง และมีวัตถุประสงค์ฝ่ายจิตวิญญาณที่ชัดเจน คือการทวีคูณการประกาศเมื่อกระบวนการสร้างสาวกของคริสตจักรคุณสร้างบรรยากาศเชิงบวกสำหรับการอธิษฐาน วินัยฝ่ายจิตวิญญาณ และความรักแบบคริสเตียน คุณก็สามารถคาดหวังว่าจะเห็นการประกาศเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ กระบวนการนี้เริ่มขึ้นอย่างช้า ๆ และเติบโตไปเมื่อคุณทำพันธกิจและลงทุนชีวิตของคุณในคนที่พระเจ้าทรงนำมาหาคุณ

 

การประกาศที่เป็นวิถีชีวิต

การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณจะเกิดขึ้นเอง เมื่อผู้ใหญ่และอนุชนที่ปวารณาตัวได้ทำพันธสัญญากับพระเจ้าว่าจะอธิษฐานเพื่อผู้ที่ยังไม่เชื่อ บอกเล่าความเชื่อของตน และสร้างทุกคนที่ตอบสนอง ขอให้จำไว้ว่า คุณจะรู้สึกเหมือนเป็นผู้เริ่มต้นใหม่อยู่บ่อย ๆ เพราะความต้องการของผู้เชื่อใหม่จะไม่เหมือนกันสักคนแต่ละปี มีการฝึกอบรมการเป็นพยานนับร้อย ๆ ครั้งทั่วโลก การสอนนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่อยากเรียนรู้วิธีบอกเล่าความเชื่อของตน อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราได้พบว่าการที่คนรู้วิธีเป็นพยาน ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยังคงเป็นพยานต่อไปอย่างคงเส้นคงวาแล้วอะไรคือกุญแจสู่ความคงเส้นคงวา หลังจากการสังเกตเป็นเวลายาวนาน เราได้สรุปว่าการประกาศที่เป็นวิถีชีวิตและมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นเมื่อคริสเตียนอธิษฐานอย่างเจาะจงทุกเช้า ทูลขอโอกาสที่จะเป็นพยาน เมื่อเราใช้เวลาตามลำพังกับพระเจ้าอย่างมีคุณภาพ เราก็สามารถบอกเล่าสิ่งที่ล้นออกมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้น (ดูหน้า 241 ใน คู่มือทิโมธี บทเรียนสู่การเติบโต) ด้วยเหตุนี้ เราจึงให้การอธิษฐานและการทบทวนการเฝ้าเดี่ยวประจำวันเป็นหัวใจของคาบเรียนสร้างสาวกทุกคาบเรียน การประกาศไม่ใช่สิ่งที่ทำเป็นหน้าที่ มันเป็นผลตามธรรมชาติของความรักที่เรามีต่อพระเจ้า

พระเยซูตรัสว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก แต่คนงานยังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนาให้ส่งคนงาน มาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์” (ลูกา 10:2) เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสเรื่องนี้ พระองค์ทรงวาดภาพนิมิตการประกาศของพระองค์ และเน้นย้ำถึงความท้าทายหลักของเราในการทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์บอกเราว่าในแคว้นกาลิลีอาจมีคนมากมายราว 750,000 ถึง 1,000,000 คนในสมัยของพระคริสต์ พวกเขากระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์แห่งนั้น เพราะมันอยู่ใกล้ชิดทะเลกาลิลี ซึ่งเป็นแหล่งน้ำจืดและแหล่งอาหารที่สำคัญของพวกเขาด้วยเบื้องหลังเช่นนี้ พระเยซูได้ส่งสาวกเจ็ดสิบคนของพระองค์ออกไปเป็นคู่ ๆ โดยบอกพวกเขาว่างานเก็บเกี่ยวฝ่ายจิตวิญญาณนั้นมีมาก แคว้นนั้นไม่ขาดข้าวที่ต้องเกี่ยวอย่างแน่นอน ความยากลำบากแท้จริงอย่างเดียวที่พระองค์บอกว่าพวกเขาต้องเตรียมจะเจอก็คือ การขาดคนงานที่ผ่านการฝึกและพร้อมจะทำงานเก็บเกี่ยว สาวกเจ็ดสิบคนไม่เพียงถูกส่งไปเกี่ยวข้าวมากมายมหาศาลเหล่านี้เท่านั้น พวกเขายังต้องอธิษฐานขอให้พระเจ้าสร้างเพื่อนร่วมงานมารับใช้เคียงข้างพวกเขาด้วย ทุกวันนี้ในฐานะสาวกของพระคริสต์ เรายังคงต้องอธิษฐานว่า “โอ พระเจ้า โปรดนำคนของพระองค์มาร่วมงานกับเราในฐานะพยานที่ทวีคูณด้วยเถิด”

 

ในคริสตจักรคณะใหญ่ซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่ เราได้ค้นพบเรื่องที่แสนเจ็บปวดรวดร้าว คือแม้กระทั่งในปีที่ดี ๆ ของเรา ก็มีสมาชิกของเราเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ที่นำคนอื่นมาหาพระคริสต์ ความจริงที่น่าตกใจนี้สะท้อนภาพให้เห็นอย่างถูกต้องแม่นยำว่า คริสตจักรโดยรวมกำลังมีสายตาที่บกพร่อง เรามองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า รอบ ๆ ตัวเรานั้นมีแต่ความหิวโหยฝ่ายจิตวิญญาณและโอกาสที่จะบอกเล่าความเชื่อของเราสิ่งที่พระเจ้าไม่ปรารถนาจะเห็นที่สุดก็คือ การที่ลูก ๆ ของพระองค์อยู่ในสภาพมืดบอด อ่อนแอ หรือเฉยเมยฝ่ายจิตวิญญาณ ที่เรามีอยู่ก็คือสมาชิกคริสตจักรเป็นกองทัพซึ่งกำลังมองด้วยความคาดหวังไปที่คนไม่ถึง 5% ซึ่งออกไปในทุ่งนาและกำลังเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ คนยืนดูเหล่านี้มีหลายคนอธิษฐานเพื่อคน 5% นั้น และปรบมือให้พันธกิจของพวกเขา แต่ตัวคนเหล่านั้นเองไม่รู้จักความชื่นชมยินดีของการเก็บเกี่ยว ในฐานะคริสเตียน คุณสามารถลงทุนชีวิตในการเก็บเกี่ยว หรือไม่คุณก็จะได้แค่ยืนอยู่ข้างสนาม ดูคนอื่นทำงานนี้
พระเยซูทรงทราบว่าความต้องการข่าวประเสริฐของคนทั่วโลกจะเป็นความท้าทายสำหรับสาวกของพระองค์ และตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาเรื่องนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ปัญหาเรื้อรังที่คริสตจักรเผชิญมาตลอดไม่ใช่โลกนี้ไม่ตอบสนอง แต่เป็นสมาชิกที่เฉื่อยชา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนลำดับความสำคัญของเรากลับไปที่พระมหาบัญชา และมีส่วนร่วมในสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตนี้อย่างเต็มที่


โรเบิร์ต โคลแมนกล่าวไว้อย่างเฉลียวฉลาดว่า ถ้าจะให้ความคิดเรื่องจุดหมายปลายทางนิรันดร์เกาะกุมหัวใจของคุณ คุณจะต้องมองเห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของงานส่วนของคุณในยุทธวิธีของพระเจ้าที่จะนำโลกนี้มาหาพระองค์ ตราบใดที่คุณยังไม่ตระหนักถึงบทบาทของคุณในแผนการของพระเจ้า ทุกอย่างที่คุณทำก็จะดูเหมือนไม่มีความหมายและเป็นโลกียวิสัย สิ่งที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจที่จะเติบโตและรับใช้แบบอุทิศทั้งชีวิต ก็คือการตระหนักว่าคริสเตียนทุกคนล้วนมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่

 

พระกิตติคุณ

คุณรู้หรือไม่ว่าทำไมคริสเตียนจึงไม่นำคนมาหาพระผู้ช่วยให้รอดมากกว่านี้ คำตอบคือเพราะเราไม่ทูลขอให้เรามีโอกาสทุกวันที่จะบอกเล่าความเชื่อของเรา ให้คุณใช้เวลาสักหนึ่งนาทีนึกภาพว่าตัวเองเป็นชาวนา สมมุติคุณหว่านเมล็ดข้าว 365 เมล็ดลงในนาแปลงเล็ก ๆ ของคุณ หลังจากนั้นไม่นานฝนก็ตกลงมาเล็กน้อย ตามด้วยแสงแดด แล้วเมื่อถึงฤดู บางเมล็ดก็เริ่มงอกและเติบโต พระวจนะของพระเจ้าคือเมล็ดพืชที่ดีที่สุดและทรงพลังที่สุดในโลก ถ้าเราหว่านพระวจนะอย่างสัตย์ซื่อ พระองค์ก็จะประทานการงอกเงย (1 โครินธ์ 3:7) ถ้าคุณและเพื่อนร่วมทีมต่างก็อธิษฐานทุกวันเพื่อขอโอกาสที่จะปลูกเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว คุณก็จะหว่านเมล็ดออกไปมากถึง 730 เมล็ดภายในปีนั้น คุณเห็นหลักการในเรื่องนี้หรือไม่ มันคงเป็นการอัศจรรย์ถ้าเมล็ดที่คุณปลูกลงไปนั้นจะไม่งอกและเติบโตเลยสักเมล็ดเดียวหรือสองสามเมล็ด

 

ด้วยเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีเลิศ ถึงคุณจะเป็นชาวนาที่แย่ที่สุดในโลก คุณก็ยังคาดหวังได้ว่าคุณจะได้ผลผลิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าดินที่นั่นดี การเป็นพยานของคุณก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน บางวันมันอาจตกที่ “ดินดี” และเมื่อมันเจอดินดี ความเชื่อและความจริงก็จะร่วมกันก่อให้เกิดการบังเกิดใหม่ มาระโก 4:8 กล่าวว่า “บ้างก็ตกที่ดินดี แล้วงอกงามจำเริญขึ้น เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง

 

ความท้าทายของเราสำหรับอนาคตก็คือ การนำยุทธวิธีอมตะของพระเจ้ามาประยุกต์ใช้อย่างสัตย์ซื่อ และเราสามารถคาดหวังการตื่นตัวฝ่ายจิตวิญญาณทั่วโลกได้อย่างแน่นอน ถ้าเราแต่ละคนทำงานส่วนของเราในเวลาไม่กี่สิบปีข้างหน้า พระกิตติคุณก็จะถูกประกาศไปทุกประเทศ ทุกเมือง และทุกหมู่บ้าน เมื่อบรรดาศิษยาภิบาลเทศนาพระวจนะของพระเจ้า และเราแต่ละคนสร้างสาวก

(กิจการ 1:8) คริสตจักรก็จะประสบความสำเร็จในการทำให้พระมหาบัญชาเป็นจริง เรามีพระสัญญาข้อนี้ ซึ่งมาจากพระเยซูเจ้าเอง “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” (มัทธิว 24:14)

 

เรากำลังรับใช้พระเยซูคริสต์เจ้าท่ามกลางโอกาสเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็น และเมื่อเราทวีคูณ เราก็กำลังช่วยเตรียมทางสำหรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์ – ดังนั้น ให้เราปวารณาตัว และ “ออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวก” (มัทธิว 28:19)