ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

บทเรียนสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ก็คือ การประกาศหลั่งไหลจากชีวิตในทางของพระเจ้า คุณจะนำคนมาเชื่อและมีอิทธิพลต่อคนอื่นเพื่อพระผู้ช่วยให้รอดได้เท่าที่คุณภาพชีวิตของคุณจะเอื้ออำนวยเท่านั้น

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์การกลับใจมาเชื่ออย่างแท้จริง และรู้แม้กระทั่งวิธีบอกเล่าเรื่องนี้ แต่ไม่ได้พัฒนาลักษณะชีวิตในทางของพระเจ้า ซึ่งทำให้คุณเป็นเหมือนพระฉายาของพระคริสต์ คุณก็จะเป็นหมันและไม่เกิดผลในการประกาศส่วนตัว พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณไม่สามารถคาดหวังว่าจะเป็นพยานอย่างประสบความสำเร็จ ในขณะที่คุณยังพึงพอใจอยู่กับชีวิตที่มีสภาพจิตวิญญาณครึ่ง ๆ กลาง ๆ

 

พลังการชำระแห่งพระวจนะของพระเจ้า

 

คงจะเป็นการให้กำลังใจอย่างดีเยี่ยมสำหรับสาวกรุ่นแรก เมื่อพวกเขาได้ยินพระเยซูตรัสว่า “พวกท่านได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เรากล่าวกับท่าน” (ยอห์น 15:3) เช่นเดียวกับที่ชาวสวนลิดกิ่งต้นไม้ของตนเพื่อให้มันออกผลดียิ่งขึ้น พระเยซูก็ทรงชำระอัครทูตของพระองค์เพื่อให้พวกเขารับใช้อย่างเกิดผล เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ชีวิตของพวกเขาต้องบริสุทธิ์

 

ในช่วงเริ่มต้นการทำพระราชกิจ พระเยซูทรงเปิดเผยเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์และมีชัยชนะ พระองค์บอกผู้ทดลองว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ‘มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องดำรงชีวิตด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’” (มัทธิว 4:4 ยกข้อความจากเฉลยธรรมบัญญัติ 15:3) การบริโภคพระวจนะทุกวันและการยอมเชื่อฟังพระวจนะคือสิ่งที่จะกำหนดว่าพระองค์จะสามารถใช้คุณอย่างไร พระคัมภีร์คือแหล่งกำลังฝ่ายจิตวิญญาณของเรา พระคัมภีร์ช่วยสร้างลักษณะนิสัยแบบคริสเตียนซึ่งตรงกับเงื่อนไขที่ต้องมีอยู่ตลอดชีวิตในการที่จะประกาศอย่างเกิดผล

 

ผมแทบไม่เคยเจอผู้เชื่อที่ไม่ปรารถนาจะให้พระเจ้าใช้ แต่ก็เป็นความจริงเช่นกันที่นาน ๆ ครั้งผมจึงจะเจอผู้เชื่อซึ่งเข้าใจความเสียสละในการให้พระเจ้าใช้

 

การเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า ตามที่เปิดเผยไว้ในพระวจนะของพระองค์ คือกุญแจสู่การมีประสบการณ์กับพันธกิจส่วนตัวที่ครบบริบูรณ์ เรารู้เช่นนี้เพราะการเชื่อฟังคือสิ่งที่พระเยซูทรงใฝ่พระทัยในระหว่างที่พระองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในโลกนี้ เปาโลเขียนถึงคริสตจักรที่เมืองฟีลิปปีว่า “จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ … ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน” (ฟีลิปปี 2:5-8)

 

ถ้าเราอยากเกิดผลอย่างเต็มที่ในการประกาศ เราจำเป็นต้องเลียนแบบพระเยซูในเรื่องความเต็มพระทัยอย่างเหลือล้นที่จะทำให้พระบิดาพอพระทัย การเชื่อฟังการทรงนำของพระองค์จะต้องกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดและเป้าหมายที่ต่อเนื่องในชีวิตของเรา เรื่องนี้เริ่มต้นช้า ๆ และพัฒนาขึ้นโดยความจงรักภักดีอย่างสุดใจต่อพระวจนะของพระเจ้า

 

คำพยานที่มีเสน่ห์

 

การประกาศหลั่งไหลจากชีวิตที่มีความสมดุล ความเป็นมิตรของคุณจะทำให้คนอื่นรู้สึกเป็นพวกเดียวกับคุณได้อย่างเป็นธรรมชาติ คนเราจะถูกดึงดูดเข้าหาคนที่รู้จักหัวเราะ ร้องเพลง มีส่วนร่วมในการกีฬา และแสดงตัวตนที่แท้จริง คุณสมบัติพิเศษของความจริงใจนี้มาจากพระเจ้าเท่านั้น ผู้ทรงเป็นบ่อเกิดแห่งคำพยานของเรา พระเยซูตรัสถึงบ่อเกิดดังกล่าวว่า “คำซึ่งเรากล่าวกับพวกท่านนั้น เราไม่ได้กล่าวตามใจชอบ แต่พระบิดาผู้สถิตอยู่ในเราทรงทำพระราชกิจของพระองค์” (ยอห์น 14:10)

 

พระบิดาคือผู้ที่ปรารถนาจะทำพระราชกิจการเป็นพยานผ่านเรา กุญแจสู่การทำให้คำพยานดังกล่าวมีความเป็นธรรมชาติก็คือ การอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า เป็นพระองค์หรือเปล่าที่กระตุ้นความรู้สึกเป็นห่วงของข้าพระองค์ ถ้าใช่ ข้าพระองค์ก็กระตือรือร้นที่จะให้พระองค์ตรัส โปรดอย่าให้ข้าพระองค์ขวางทางพระองค์ แต่ขอให้ข้าพระองค์รู้สึกผ่อนคลายในความเชื่อ ขณะที่พระองค์ตรัสผ่านข้าพระองค์”

 

พระเจ้าประสงค์จะทำงานผ่านเรา ถึงแม้เราจะไม่สามารถนำใครมาหาพระคริสต์ได้โดยตัวเราเอง แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัตย์ซื่อในการทำสิ่งนี้ พระองค์ทรงใช้เราเป็นอุปกรณ์แห่งคำพยานที่ไหลล้นออกมาจากชีวิตใหม่ของพระองค์ซึ่งอยู่ภายในเรา เมื่อเรายอมเชื่อฟัง การประกาศก็จะเป็นธรรมชาติอย่างเต็มที่ในชีวิตของผู้เชื่อ เนื่องจากพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ภายใน “เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงทำการอยู่ภายในพวกท่าน ให้ท่านมีความประสงค์และมีความสามารถทำตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟีลิปปี 2:13)

 

ความบริสุทธิ์ของลักษณะนิสัยเกิดจากการเลือก

 

ผมไม่เคยรู้จักผู้ชายหรือผู้หญิงคนไหนที่พระเจ้าทรงใช้อย่างเห็นได้ชัด แต่มาถึงจุดนั้นโดยไม่ได้รับชัยชนะด้านความบริสุทธิ์ส่วนตัว การทดลองไม่เลือกหน้าใคร ดังนั้นทุกคนที่ทำงานในอาณาจักรของพระเจ้าจะถูกทดลองในหลายลักษณะระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่ ซาตานต้องการทำลายคำพยานของคริสเตียน มันจึงพยายามทำให้เขาแปดเปื้อน และล่อลวงเขาให้ประนีประนอมกับความบาป วัตถุประสงค์ของมันคือเพื่อให้เกิดความรู้สึกผิดอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเรา อย่างไรก็ตาม พระคริสต์ได้ประทานชัยชนะที่ครบถ้วนและเกิดผลแก่เราในเรื่องนี้ พระคัมภีร์สัญญาว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น” (1 ยอห์น 1:9)

 

เนื่องจากการทดลองจะเกิดขึ้น คุณจึงจำเป็นต้องเข้าใจว่าความบริสุทธิ์ในความคิดของคุณ และการมีจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียว เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพระเจ้า ความบริสุทธิ์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดตายตัวให้คุณ มันต้องอาศัยการตัดสินใจส่วนตัวของคุณ ขอให้คุณใคร่ครวญสิ่งที่เปาโลเขียนถึงทิโมธี “ในบ้านหลังใหญ่ไม่ได้มีแต่ภาชนะทองและภาชนะเงินเท่านั้น แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย บางอย่างนั้นเป็นภาชนะพิเศษ บางอย่างก็เป็นภาชนะธรรมดา ถ้าใครชำระตัวเองให้พ้นจากความชั่วเหล่านี้เขาก็จะเป็นภาชนะพิเศษ ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เหมาะที่เจ้าของจะใช้เป็นประโยชน์ และพร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง” (2 ทิโมธี 2:20-21)

 

ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปาโลอธิบายแก่ทิโมธีว่ามีพันธกิจสี่ระดับที่เราสามารถมีประสบการณ์ในฐานะผู้เชื่อ เราสามารถเลือกที่จะเป็นภาชนะทอง เงิน ไม้ หรือดิน ของเหล่านี้บางอย่างก็มีไว้สำหรับจุดมุ่งหมายที่สูงส่งกว่าอย่างอื่น คุณคงไม่ใชหม้อทองต้มสปาเก็ตตี้ ภาชนะทองและเงินเป็นสมบัติชั้นดีที่สุดของคุณ มันถูกออกแบบมาเพื่อความงาม อย่างไรก็ตาม สิ่งของชิ้นอื่นในบ้านของคุณไม่ได้มีค่าขนาดนั้น และถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งที่เปาโลเรียกว่าจุดมุ่งหมาย “ธรรมดา” สิ่งของเหล่านี้ทำจากไม้และดิน

 

กุญแจสู่งานรับใช้ที่ประสบความสำเร็จอยู่ในวลีที่ว่า “ถ้าใครชำระตัวเอง…” ตามบริบทแล้ว ข้อความนี้พูดถึงการหลีกเลี่ยงคำพูดที่ไร้คุณธรรม (ข้อ 16) ความชั่ว (ข้อ 19) ตัณหาของคนหนุ่ม (ข้อ 22) และการทุ่มเถียงที่โง่เขลา (ข้อ 23) ความบาปทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินใจเลือกที่เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ของเรา

 

“ถ้าใครชำระตัวเอง” พระคัมภีร์ไม่ได้บอกให้เราชำระคู่สมรส ลูก ๆ เพื่อน ๆ หรือพี่น้องผู้เชื่อของเรา และไม่ได้บอกว่าคนอื่นควรจะช่วยชำระเรา พระคัมภีร์บอกว่าข้าพเจ้าต้องชำระตัวเอง

 

ถ้าใครชำระตัวเองให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้เขาก็จะเป็นอุปกรณ์สำหรับจุดมุ่งหมายอันมีเกียรติในพระหัตถ์ของพระเจ้า ภาชนะที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากที่สุดคือภาชนะซึ่งเลือกจะเป็นภาชนะที่สะอาด เขาจะเป็นเหมือนทองหรือเงิน

 

น่าสลดใจที่คริสเตียนมากมายพอใจเพียงแค่การเป็นภาชนะดิน พวกเขาไม่เคยให้คำพยานที่เกิดผล ไม่เคยเรียนรู้พระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง หรือเลือกชีวิตที่ไม่ประนีประนอมมาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรม เนื่องจากพวกเขาไม่ใฝ่ฝันที่จะเป็นภาชนะทอง พวกเขาจึงไม่ได้นำคนอื่นมาหาพระคริสต์ และมีอิทธิพลน้อยมากต่อครอบครัวและเพื่อน ๆ

 

คำว่า “ถ้า” บอกเป็นนัยว่าพวกเราแต่ละคนมีทางเลือกนี้ ซึ่งพระเจ้าได้ประทานให้ ไม่มีใครถูกกำหนดล่วงหน้าให้เป็นคนไม่บริสุทธิ์ ไม่มีการกำหนดล่วงหน้าไว้ว่าคริสเตียนจะเป็นคนครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือเฉื่อยชา ไม่มีการกำหนดไว้ว่าเราจะเป็นคนไม่มีวินัย ไม่มีความรัก หรือไม่ชื่นชมยินดี อันที่จริงแล้ว ความจริงคือตรงกันข้าม พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อประทานชีวิตแก่เรา และประทานชีวิตแก่เราอย่างครบบริบูรณ์ (ดูยอห์น 10:10) แผนการของพระองค์สำหรับเราคือให้เราเดินทางสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปกับพระองค์

 

ความถ่อมใจก็เกิดจากการเลือกด้วยตัวเองเหมือนกัน

 

ครั้งหนึ่งผมไปหาเกรดี วิลสัน เปาโลคนล่าสุดของผม และถามเขาว่า “เกรดีครับ คุณกับบิลลี เกรแฮมรับมือกับความเย่อหยิ่งยังไง คุณรักษาจิตวิญญาณตัวเองให้สะอาดในเรื่องนี้ได้ยังไง”

 

เขาตอบว่า “เราจัดการกับมันด้วยวิธีที่เปโตรสอนเรา เขากล่าวว่า ‘เพราะฉะนั้น พวกท่านจงถ่อมตัวลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า’ (1 เปโตร 5:6) ความถ่อมใจเป็นการตัดสินใจส่วนตัวทุกวัน อย่าขอให้พระเจ้าทำให้คุณถ่อมใจ อย่าขอให้ภรรยาทำให้คุณถ่อมใจ อย่าขอให้เพื่อนคริสเตียนทำให้คุณถ่อมใจ คุณเองต้องถ่อมใจลง”

 

เกรดีกล่าวต่อไปว่า “บิลลีครับ ทันทีที่คุณอธิษฐานขอให้พระเจ้าทำให้คุณถ่อมใจ คุณจะเจอปัญหาใหญ่ พระเจ้ารู้วิธีทำให้คนถ่อมใจ ถ้าคุณอ่านพระคัมภีร์เดิม คุณจะเจอกษัตริย์หลายองค์ที่พระองค์ทำให้ถ่อมใจ คุณคงไม่อยากเจอแบบเดียวกับพวกเขาแน่”

 

ครั้งหนึ่งพระเจ้าทรงพากษัตริย์ยิ่งใหญ่นามเนบูคัดเนสซาร์ไปอยู่ในทุ่งหญ้า เพื่อให้กินหญ้าเหมือนสัตว์ธรรมดา เพราะต้องทำแบบนั้นเขาถึงจะถ่อมใจ (ดาเนียล 4:31-36) ในตอนจบ กษัตริย์องค์นั้นตรัสว่า ข้าพระองค์ยอมแล้ว (ดาเนียล 4:37) ท้ายที่สุดแล้ว เพื่อประโยชน์สูงสุดของใครสักคน พระเจ้าสามารถทำให้เขาถ่อมใจได้เสมอ ถ้าเขาไม่ยอมถ่อมใจเอง

 

หลังจากนั้นเปาโลได้สอนแนวคิดเดียวกันในจดหมายฉบับแรกที่ส่งไปถึงทิโมธี “จงฝึกตนในทางพระเจ้า” (1 ทิโมธี 4:7) ในจดหมายฉบับที่สอง เขาบอกทิโมธีให้ชำระตัวเอง ใจความสำคัญนั้นชัดเจน จงถ่อมใจลง จงฝึกตัวเอง จงชำระตัวเอง อย่านั่งเฉย ๆ และบอกว่า “ข้าแต่พระเจ้า ในที่สุดเมื่อพระองค์ทำให้ข้าพระองค์ถ่อมใจและสะอาดแล้ว ข้าพระองค์ก็จะรับใช้พระองค์”

 

จะดีกว่าเยอะถ้าคุณจะตัดสินใจด้วยตัวเองว่าคุณจะถ่อมใจและชำระตัวเอง บางทีสิทธิพิเศษสูงสุดของการถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า อาจจะเป็นความสามารถที่คุณจะเลือกลักษณะนิสัยของตัวเอง คุณได้รับการอภัยโทษที่กลโกธา และเวลานี้คุณมีความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ ที่จะตัดสินใจดำเนินในความบริสุทธิ์ทุกวันและทุกชั่วโมง

 

วางแผนล่วงหน้าเพื่อชัยชนะ

 

ถ้าคุณอยากจะมีความคิดที่สะอาดและวิถีชีวิตที่บริสุทธิ์ คุณจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการทดลอง คุณจะต้องฝึกวินัยตัวเองอย่างระมัดระวังในสิ่งที่คุณอ่าน ในความบันเทิงที่คุณมีส่วนร่วม และในการเลือกคบเพื่อน

 

“จงไปให้พ้นหน้าคนโง่ เพราะเจ้าจะไม่พบถ้อยคำแห่งความรู้ในเขา” (สุภาษิต 14:7)

 

ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องความคิดที่ไม่สะอาด คุณไม่สามารถโทษคนอื่นที่คุณมีสภาพแบบนั้น ถ้าคุณยังคงทำบาปต่อไป ก็แปลว่าคุณไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหาของคุณตรง ๆ “สุดท้ายนี้พี่น้องทั้งหลาย ขอจงใคร่ครวญดูสิ่งเหล่านี้คือ สิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ควรแก่การสรรเสริญ รวมทั้งถ้ามีสิ่งใดที่ยอดเยี่ยม สิ่งใดที่น่ายกย่อง” (ฟีลิปปี 4:8)

 

ระหว่างเทศนาในเยอรมนี ผมพบชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยเอาแต่ดื่มเหล้าและเต้นในบาร์ คืนที่เขาได้รับความรอด เขาถามผมว่าจะหลีกเลี่ยงความบาปในอนาคตได้อย่างไร เขามีเชื้อชาติทางตะวันออกที่หน้าตาหล่อเหลา และมีชื่อเสียงเรื่องผิวสีน้ำตาลเข้ม ระหว่างที่เราคุยกัน เขาพูดว่า “บิลลีครับ ผมต้องการความช่วยเหลือ เพราะผมมีปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณมากกว่าคนทั่วไป ผมมีทฤษฎีอยู่ว่า ยิ่งคนผิวเข้มเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการทดลองมากเท่านั้น”

 

ผมอดหัวเราะไม่ได้ ทฤษฎีของเขาไม่เพียงตลกเท่านั้น แต่มันไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ด้วย พระคัมภีร์กล่าวว่าทุกคนถูกทดลองโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สีผิว หรือสัญชาติ เปาโลกล่าวไว้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า “ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย นอกเหนือการทดลองซึ่งเคยเกิดกับมนุษย์ พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงให้พวกท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อถูกทดลอง พระองค์จะทรงให้มีทางออกด้วย เพื่อพวกท่านจะมีกำลังทนได้” (1 โครินธ์ 10:13)

 

ผมเล่าตัวอย่างที่ผมชอบจากเรื่องเล่าพื้นบ้านของอินเดียแดงให้เพื่อนคริสเตียนของผมฟัง

 

นักรบหนุ่มคนหนึ่งมาหาหัวหน้าเผ่าชราผู้รอบรู้ และพูดว่า “ท่านหัวหน้า ข้ามีลูกสุนัขฝาแฝด ตัวหนึ่งสีน้ำตาล อีกตัวลายด่าง” เขาพูดต่อไปว่า “ข้าจะให้ลูกสุนัขสองตัวนี้สู้กัน ท่านบอกได้ไหมว่าตัวไหนจะชนะ”

 

อินเดียแดงชรายิ้มและตอบว่า “ตัวที่เจ้าให้อาหารมากที่สุด”

 

คำตอบของหัวหน้าเผ่าไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ แต่การประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติของมันสอดคล้องกับพระคัมภีร์ ในฐานะคริสเตียน คุณมีธรรมชาติสองอย่างที่ขัดแย้งกัน ในประสบการณ์ประจำวัน ผลลัพธ์นั้นรับประกันได้เลยว่าฝ่ายที่คุณให้อาหารมากที่สุดคือฝ่ายที่จะชนะ คุณอาจเป็นผู้เชื่อที่อุทิศตัวและบังเกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งได้รับการทรงเรียกให้ทำงานรับใช้ในรูปแบบพิเศษ แต่เป็นที่แน่นอนว่าธรรมชาติฝ่ายที่คุณให้อาหาร – ธรรมชาติเก่าหรือธรรมชาติใหม่ – คือฝ่ายที่จะแข็งแรงกว่าและมีอำนาจเหนือกว่า

 

เพื่อจะชำระตัวคุณเองทุกวัน คุณจะต้องให้ธรรมชาติเก่าของคุณอดอาหาร และเลี้ยงธรรมชาติใหม่ของคุณด้วยพระวจนะของพระเจ้า การสรรเสริญฝ่ายจิตวิญญาณ และการสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อที่เติบโต กุญแจสำคัญคือการกินและเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าทุกวันโดยการเฝ้าเดี่ยวและศึกษาพระคัมภีร์ การทำเช่นนี้จะพัฒนาลักษณะนิสัยที่เป็นทองและเงินในชีวิตของคุณ

 

มีอุปกรณ์แบบเดียวที่หมอผ่าตัดเก่ง ๆ ไม่สามารถใช้ได้ เขาสามารถใช้อุปกรณ์ที่งอ เบี้ยว เก่า หรือใหม่ แต่เขาไม่สามารถใช้อุปกรณ์ที่สกปรก ไม่ว่ามันจะมีสภาพสมบูรณ์หรือสวยงามแค่ไหนก็ตาม

 

ชีวิตคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน คนแบบเดียวที่พระเจ้าไม่สามารถใช้และจะไม่ใช้ คือคนที่มีชีวิตสกปรก พระองค์สามารถใช้เราแม้เราจะมีความเขลา พระองค์สามารถใช้เราแม้เราจะมีข้อบกพร่องด้านบุคลิกภาพและมีนิสัยแปลก ๆ แต่พระองค์จะไม่มีวันใช้ชีวิตซึ่งแสดงลักษณะของความไม่บริสุทธิ์ จนกว่ามันจะถูกชำระ

 

ถ้าคุณปรารถนาจะให้พระเจ้าใช้ในการประกาศแบบทวีคูณ ถ้าคุณตัดสินใจจะเป็นคนที่เดินในทางของพระเจ้า ถ้าคุณเลือกที่จะเป็นคนบริสุทธิ์ ถ้าคุณวางแผนจะประสบความสำเร็จในงานรับใช้ และถ้าคุณไว้วางใจให้พระองค์บรรลุสิ่งนี้ผ่านทางคุณ บทสรุปที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้วก็คือ คุณจะมีชัยชนะ “พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นซื่อสัตย์ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (1 เธสะโลนิกา 5:24)

 

ความสำคัญแห่งพระวจนะของพระเจ้า

 

เราคงนึกไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไรที่คริสเตียนคนหนึ่งจะมีพันธกิจที่เข้มแข็งด้านการประกาศหรือการฝึกคน แต่ไม่มีความเข้าใจที่ดีในพระวจนะของพระเจ้า ผู้เชื่อทุกคนจำเป็นต้องพัฒนาความรู้พระคัมภีร์ที่ใช้การได้

 

เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ หรือจะไม่มีการต่อต้านจากซาตาน มันจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เราหันเหจากพระวจนะของพระเจ้า การอยู่ในพระวจนะทุกวันต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรอย่างมาก

 

เพื่อจะมีพันธกิจการประกาศที่เกิดผล การดำเนินชีวิตประจำวันของคุณจำเป็นต้องมีความคงเส้นคงวาในเรื่องการเฝ้าเดี่ยว การศึกษาพระคัมภีร์ และการท่องจำข้อพระคัมภีร์ “เพราะฉะนั้นในเมื่อพวกท่านรับพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าไว้แล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ด้วย จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ จงมั่นคงในความเชื่อตามที่ได้รับการสอนมาแล้ว และจงให้การขอบพระคุณทวียิ่งขึ้น” (โคโลสี 2:6-7)

 

เปาโลชมเชยคริสตจักรในเมืองเบโรอาที่พวกเขาทุ่มเทให้พระวจนะของพระเจ้า “ยิวในเมืองนี้มีใจยอมรับมากกว่ายิวในเมืองเธสะโลนิกา เพราะพวกเขารับพระวจนะด้วยความอยากรู้และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน . . .” (กิจการ 17:11) ความคงเส้นคงวาทำให้เราเป็นคนที่ใช้การได้ ชีวิตการเฝ้าเดี่ยวของคุณคือแท่นซึ่งพันธกิจของคุณจะถูกสร้างขึ้น พระคัมภีร์จะกลายเป็นส่วนประกอบที่เป็นธรรมชาติและช่วยเพิ่มพูนชีวิตคุณ เมื่อคุณเพลิดเพลินกับพระคัมภีร์ทุกวัน

 

คำพูดที่มีความรับผิดชอบ

 

พระเยซูทรงเตือนคนในยุคของพระองค์อย่างจริงจังว่า พวกเขาจะต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตน พระองค์ตรัสว่า “ส่วนเราบอกพวกท่านว่า คำที่ไม่เป็นสาระทุกคำซึ่งมนุษย์พูดนั้น มนุษย์จะต้องรับผิดชอบถ้อยคำเหล่านั้นในวันพิพากษา เพราะว่าพวกท่านจะพ้นผิดหรือถูกตัดสินลงโทษ ก็เพราะคำพูดของท่าน” (มัทธิว 12:36, 37) ก่อนหน้านั้นพระองค์เคยตรัสในคำเทศนาบนภูเขาว่า “จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่” (มัทธิว 5:37)

 

พระคัมภีร์สอนว่าเราต้องมีความสอดคล้องกันในสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราพูด ให้คำว่า “ใช่” ของคุณมีความหมายบางอย่าง ให้คุณเป็นคนแบบที่คนอื่นจะฟังคุณเวลาคุณพูด อย่าใส่สีตีไข่ลงไปในความจริง ให้คำว่า “ไม่” ของคุณเป็นคำว่า “ไม่” แห่งความเชื่อมั่นและความซื่อตรง ไม่ใช่คำพูดว่างเปล่าไร้สาระ

 

เรื่องนี้มีความหมายอย่างจริงจังในการประกาศ เมื่อถึงเวลาที่จะเล่าแผนการแห่งความรอดให้บางคนฟัง คุณจำเป็นต้องมีสิทธิอำนาจในคำพยานของคุณ หรือมีคำพยานที่ได้รับการสนับสนุนจากชีวิตของคุณ เพื่อนสนิทคนหนึ่งพูดไว้แบบนี้ “ถ้าอยากจะเกิดผล ชีวิตกับคำพูดของคริสเตียนจะต้องเหมือนกัน”

 

ระหว่างที่ผมไปสอนในฐานะอาจารย์รับเชิญที่วิทยาลัยพระคัมภีร์โคลัมเบีย ในเมืองโคลัมเบีย รัฐเซาธ์แคโรไลนา ผมออกกำลังกายทุกวันในโรงยิม หลังจากออกกำลังกายแต่ละครั้ง ผมจะไปที่ร้านอาหารใกล้ ๆ และสั่งเชคสุขภาพ – คือมิลค์เชคใส่ผลไม้ดี ๆ กับจมูกข้าวสาลี พอจบภาคเรียนสามสัปดาห์ ผมก็บอกบริกรหญิงชื่อรอนดาว่า ผมประทับใจการบริการและความมีน้ำใจของเธอมาก แต่ผมคงไม่ได้กลับมาที่ร้านนี้อีก

 

“โอ้” เธอพูด “คุณไม่ใช่คนเซาธ์แคโรไลนาเหรอ”

 

“ไม่ใช่ครับ” ผมตอบ “ผมมาจากเท็กซัส และจะกลับบ้านในสุดสัปดาห์นี้”

 

“เอ่อ แล้วคุณมาเซาธ์แคโรไลนาทำไม”

 

ผมอธิษฐานขอโอกาสที่จะเป็นพยานกับเธอมาสองสัปดาห์ แต่ประตูดูเหมือนจะไม่เคยเปิดเลยจนกระทั่งบัดนี้ ผมบอกรอนดาว่าผมสอนพระคัมภีร์ที่วิทยาลัยคริสเตียนใกล้ ๆ

 

“พวกคุณนี่แหละทำน้องสาวฉันพัง” เธอสวนกลับทันที

 

“เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวคุณ”

 

“เธอเคยเป็นคนเคร่งศาสนาตามปกติที่ไปโบสถ์ทหารในฐานทัพ ทุกอย่างในบ้านเราเรียบร้อยดี จนกระทั่งน้องสาวฉันเจอสิ่งที่เธอเรียกว่าประสบการณ์บังเกิดใหม่ในงานประกาศครั้งหนึ่ง มันทำเธอพังจริง ๆ เธอเป็นคนน่าเวทนาที่สุดเท่าที่ฉันรู้จัก”

 

“เธอบอกคุณเหรอว่าเธอน่าเวทนา”

 

แทนที่จะตอบคำถามของผม เธอกลับพูดต่อ “ฉันจะบอกคุณนะว่ามันแย่แค่ไหน เธอเลิกพูดสบถ เธอไม่ดื่มเหล้า เธอไม่สูบบุหรี่ แม้แต่สเก็ตเธอก็ไม่เล่น”

 

“รอนดาครับ อันสุดท้ายนั่นอาจจะเกินไปนิดหน่อย แต่น้องสาวคุณบอกคุณเหรอครับว่าเธอน่าเวทนา”

 

“เปล่า ที่จริงเธอคิดว่าเธอมีความสุข แต่เธอต้องบ้าแน่ ๆ ไม่มีใครมีความสุขแล้วใช้ชีวิตแบบนั้นหรอก”

 

ความรู้สึกที่รอนดามีต่อน้องสาวของเธอนั้นเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของคนที่มอบถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ ท่าทีเช่นนั้นจะถูกขจัดออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงใช้พระคัมภีร์และคำพยานของคุณส่องแสงสว่างในความเข้าใจของเขา “ข้าพระองค์ได้เลือกทางแห่งความซื่อสัตย์ ข้าพระองค์ตั้งกฎหมายของพระองค์ไว้ตรงหน้าข้าพระองค์” (สดุดี 119:30)

 

ผมเล่าเรื่องมารีย์กับมารธาในพระคัมภีร์ให้รอนดาฟังสั้น ๆ พร้อมทั้งอธิบายว่าน้องสาวของเธอแค่เลือกทางเลือกที่ดีกว่าในชีวิต เหมือนกับมารีย์ หลังจากคุยกันครู่ใหญ่ รอนดาก็เริ่มร้องไห้ ความต้องการลึก ๆ ที่เห็นได้ชัดของเธอทำให้ผมมีโอกาสเล่าแผนการแห่งความรอด เธอนั่งลงที่เคาน์เตอร์ขณะที่ผมวาดภาพสะพานลงบนกระดาษเช็ดปาก และวันนั้นเธอต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเธอ

 

อดทนด้วยความรัก

 

เปาโลคนหนึ่งของผมเป็นนักศาสนศาสตร์และนักประกาศผู้สุภาพอ่อนโยนจากอินเดีย ดร. เอ. บี. มาสิลามานี ตอนที่เขาเริ่มเทศนาสมัยหนุ่ม ๆ ผู้คนไม่ยอมให้เขาเข้าบ้าน บ่อยครั้งเขาจะยืนเทศนาและสอนพระคัมภีร์บนถนนฝุ่นคลุ้ง ในขณะที่ผู้ฟังชาวฮินดูของเขานั่งฟังอยู่บนชานบ้าน เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เริ่มทำงานกับคนในเมืองนั้น คนเหล่านั้นก็เริ่มเชิญเขาเข้ามาที่ลานหน้าบ้าน ในที่สุดคนเหล่านั้นก็เชิญเขามาที่บันไดขึ้นบ้าน และถึงขนาดให้ขึ้นไปนั่งบนชานบ้านกับพวกเขา

 

หลายเดือนผ่านไป กว่าคนเหล่านั้นจะให้เกียรติเชิญเขาเข้าไปในบ้าน ตอนแรกคนเหล่านั้นนั่งบนเก้าอี้ ส่วนเขานั่งบนพื้น ทุกวันนี้ เวลา ดร. มาสิลามานีไปเยี่ยมบ้านของอดีตชาวฮินดูเหล่านี้ ซึ่งเวลานี้มารู้จักพระเยซูแล้ว คนเหล่านั้นจะให้เขานั่งบนเก้าอี้ และพวกเขาจะนั่งบนพื้นแทบเท้าเขา ในขณะที่เขาหักขนมปังแห่งชีวิตเลี้ยงคนเหล่านั้น

 

ชายผู้เป็นที่รักคนนี้เต็มใจจะรอคอยผลจากพระเจ้า ขณะเดียวกันก็ยังคงเพียรเป็นพยานต่อไป เพราะชีวิตของเขา ผมจึงถามตัวเองหลายครั้งว่า ผมเต็มใจจะอดทนยืนอยู่นอกรั้ว บนถนนฝุ่นคลุ้ง และประกาศพระกิตติคุณแก่คนที่อยู่ในบ้านหรือไม่ ผมจะถ่อมใจยอมนั่งอยู่บนพื้นในขณะที่คนอื่นนั่งสบายอยู่บนเก้าอี้ เพื่อผมจะสามารถอธิบายข่าวประเสริฐแก่พวกเขาหรือไม่ ผมจะเพียรพยายามให้ของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิตแก่คนเหล่านี้ แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธอย่างต่อเนื่องหรือไม่ นี่คือคำถามแบบที่คุณต้องถาม เมื่อคุณคิดถึงคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทซึ่งคุณรักเขามาก แต่เขาปฏิเสธความดีและพระคุณของพระเจ้ามาตลอด อย่าลืมนะครับว่าคนที่มาช้าบางคนกลับกลายเป็นสาวกที่เข้มแข็งที่สุด

 

การอุทิศตัวอย่างสุดใจ

 

การมีท่าทีแบบสุดใจเป็นปัญหาสำหรับประชากรของพระเจ้ามาตลอดหลายศตวรรษ ข้อความไว้อาลัยที่น่าเศร้าสำหรับกษัตริย์ยูดาห์องค์หนึ่งเขียนไว้ว่า “และพระองค์ทรงทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ แต่ไม่ได้ทำด้วยพระทัยที่แท้จริง” (2 พงศาวดาร 25:2) อามาซิยาห์อายุยี่สิบห้าตอนที่พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ในเยรูซาเล็ม และพระองค์ครองราชย์ยี่สิบเก้าปี แต่พระองค์ใช้ชีวิตแบบครึ่งใจ

 

ขอพระเจ้าห้ามไม่ให้ชีวิตของเราถูกเขียนด้วยคำจารึกแบบนั้น ผมไม่อยากไปถึงจุดจบของชีวิต แล้วก็ถูกกล่าวถึงว่า “บิลลี แฮงค์สเป็นคนภาคใต้ เขารักพระเจ้า แต่เขารับใช้พระเจ้าแค่ครึ่งใจ เขาทำสิ่งที่ถูกต้องหลายอย่าง แต่เขาก็ยังอยากจะทำสิ่งอื่นอยู่เสมอ”

 

ไม่ว่าคุณจะเป็นศิษยาภิบาล มิชชันนารี หรือฆราวาส ข้อความไว้อาลัยที่น่าเศร้านี้เป็นคำเตือนสำหรับคุณ อามาซิยาห์อยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าในเรื่องหน้าที่การงาน เขาเป็นกษัตริย์ และนั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เขาเป็น เขาอยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าในแง่ภูมิศาสตร์และช่วงเวลา เขาเป็นกษัตริย์ถูกที่ถูกเวลา แต่เขารับใช้พระเจ้าแบบครึ่งใจ นอกเหนือจากความไม่บริสุทธิ์แล้ว ไม่มีความบาปอื่นใดจะกีดขวางการประกาศได้มากยิ่งกว่าการอุทิศตัวเพื่อพระคริสต์แบบครึ่งใจ แบบอุ่น ๆ “เรารู้จักความประพฤติของเจ้า คือว่าเจ้าไม่เย็นและไม่ร้อน เราอยากให้เจ้าเย็นหรือร้อน เพราะว่าเจ้าเป็นแต่อุ่น ๆ ไม่ร้อนและไม่เย็น เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา” (วิวรณ์ 3:15, 16)

 

พระเจ้าปรารถนาให้เราอุทิศตัวด้วยความกระตือรือร้นแบบสุดใจที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ หากท่าทีแบบครึ่งใจถูกมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในคริสตจักรของคุณ แบบอย่างทางบวกของคุณก็อาจเป็นช่องทางของพระเจ้าที่จะประทานลมหายใจแห่งชีวิตใหม่และความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณแก่คริสตจักรแห่งนั้น พอล ฮาร์วีย์กล่าวไว้แบบนี้ “การเป็นคนปานกลางคือการเป็นคนดีที่สุดในบรรดาคนไม่เอาไหน หรือเป็นคนไม่เอาไหนที่สุดในบรรดาคนดี ๆ” พระเจ้าไม่ต้องการให้คุณเป็นฆราวาสระดับปานกลาง พระองค์ไม่ต้องการให้คุณเป็นมิชชันนารีระดับปานกลาง พระองค์ไม่ต้องการให้คุณเป็นคริสเตียนระดับปานกลาง พระองค์ต้องการให้คุณเป็นคนของพระเจ้าที่ทุ่มเททั้งหมดเพื่อพระองค์ – และนั่นไม่ใช่ระดับปานกลาง

 

คำพยานของคุณจะอุดมสมบูรณ์ เมื่อน้ำพุแห่งความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพระเจ้าไหลล้นออกมาจากชีวิตคุณ ยากอบกล่าวว่า “ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จเข้ามาใกล้ท่าน” (ยากอบ 4:8) พระสัญญาข้อนี้ยังคงเป็นความจริงชั่วนิจนิรันดร์ ถ้าคุณไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษในการนำบางคนมาหาพระคริสต์ ให้คุณดื่มน้ำแห่งชีวิตคือพระวจนะของพระองค์อย่างเต็มที่ ให้คุณตัดสินใจตั้งแต่บัดนี้ว่าคุณจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงใช้ได้ จากนั้นให้คุณอธิษฐานและทำตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยในทางของพระเจ้า ให้คุณท่องจำข้อพระคัมภีร์หลักหกข้อในแผนการแห่งความรอดให้ขึ้นใจ (ดูบทที่ 7) เพื่อคุณจะสามารถบอกคนอื่นได้ ให้คุณตัดสินใจว่าคุณจะเป็นพยานที่เชื่อถือได้ ให้คุณตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีชีวิตแบบปานกลาง

Comments

comments