ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

กระบวนการเป็นสาวกและสร้างสาวกทั้งหมดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ อันดับแรกสุดเราต้องมองเห็นว่าการเป็นสาวกคือชีวิตแบบที่พระเจ้าทรงคาดหวังจากเราในฐานะคริสเตียน พระเจ้าทรงเรียกเรามาเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ – คือเป็นสาวก แต่เรายังได้รับคำสั่งให้ ออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวก ด้วย ซึ่งก็คือการสร้างสาวก หรือการทวีคูณสาวก และเราเริ่มต้นด้วยการพัฒนาวิสัยทัศน์สำหรับทั้งสองอย่าง

 

บิลลี แฮงค์ส จูเนียร์เป็นผู้ปฏิบัติตามแนวคิดเหล่านี้มานานหลายปี และเป็นผู้สร้างสาวกที่มีประสบการณ์ แฮงค์สได้รับวิสัยทัศน์เรื่องการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณจากการอ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เรื่อง Born to Reproduce (เกิดมาเพื่อสืบเชื้อสาย) ของดอว์สัน ทรอตแมน และได้พัฒนามันเป็นหลักสูตรอันเฉียบแหลมสำหรับคริสตจักรท้องถิ่น และได้ฝึกอบรมศิษยาภิบาลและผู้นำฆราวาสให้รู้วิธีเริ่มและทวีคูณพันธกิจการสร้างสาวกที่เจริญงอกงามในคริสตจักร

 

ดร. แฮงค์สเป็นประธานองค์การอินเตอร์เนชันแนล อีแวนเจลิซึม แอสโซซิเอชัน ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ซาลาโด รัฐเท็กซัส และเคยไปเยือนกว่าหกสิบประเทศในเส้นทางการทำพันธกิจประกาศและสร้างสาวก นอกจากนั้นเขายังตั้งศูนย์ฝึกอบรมการสร้างสาวกสำหรับชายและหญิงที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยพระคริสตธรรม พันธกิจนี้ตั้งอยู่ที่เวสต์ เท็กซัส แรนช์ ฟอร์ ไครสต์ ใกล้กับสวีทวอเตอร์ รัฐเท็กซัส เขาได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ และวิทยาลัยพระคริสตธรรมเซาธ์เวสเทิร์น แบ๊บติสต์ ธีโอโลจิคัล เซมินารี

 

ควบคู่ไปกับพันธกิจการเทศนาและฝึกอบรม แฮงค์สยังแต่งเพลงนมัสการและเพลงโฟล์คซอง เพลงช้าที่ได้รับความนิยมของเขาชื่อ “Lonely Voices” (เสียงเหงา ๆ) ได้กลายเป็นเพลงทางศาสนาขายดีซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

บิลลี แฮงค์ส จูเนียร์

 

ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” (มัทธิว 24:14)

 

บ่ายที่สดใสวันหนึ่งในรัฐฟลอริดาเมื่อหลายปีที่แล้ว ผมได้ยินคำพูดที่หลอกหลอนและลืมไม่ลงจากผู้รับใช้อีแวนเจลิคอลชั้นนำชาวอังกฤษ ซึ่งกล่าวว่า “ฟังคำพูดของผมให้ดีนะครับ พวกท่านที่เป็นคริสเตียนในอเมริกาเหนือ โบสถ์ใหญ่ ๆ ของพวกท่านจะว่างเปล่าเหมือนวิหารใหญ่ ๆ บนเกาะอังกฤษภายในระยะเวลายี่สิบห้าถึงห้าสิบปี ถ้าท่านไม่เปลี่ยนวิธีการของท่าน”

 

ผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียงท่านนั้นกล่าวด้วยความมั่นใจเหมือนผู้เผยพระวจนะ แต่ก็ถ่อมใจเหมือนคนที่ถูกบ่มเพาะโดยการทำงานรับใช้เป็นเวลาหลายปี

 

วิธีการแบบเดิม ๆ ของเรา

 

หลังจากได้ฟังศิษยาภิบาลชาวอังกฤษคนนั้นพูด ผมก็ตัดสินใจสืบค้นสิ่งที่เขากล่าวอ้าง ในช่วงหลายปีต่อจากนั้น ผมได้ใช้เวลามากพอสมควรบนเกาะอังกฤษและในยุโรป และได้เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของสติปัญญาในคำกล่าวของเขา ผมได้พบความคล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนระหว่างความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณที่ถดถอยลงของสมาชิกคริสตจักรบนเกาะอังกฤษเมื่อหลายสิบปีก่อน กับสิ่งที่เรากำลังเห็นในคริสตจักรกลุ่มใหญ่ในส่วนอื่น ๆ ของโลก วิธีการที่เขาพูดถึงเป็นเรื่องของวิธีการที่เราต้อนรับ เลี้ยงดู และฝึกสมาชิกใหม่ของเรา คำเตือนที่จริงจังของเขาเรียกร้องให้เราพิจารณาวิธีการทำงานติดตามผลและประกาศข่าวประเสริฐของเราเสียใหม่

 

วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังทำงานในงานประกาศของบิลลี เกรแฮมที่กรุงลอนดอน นักประกาศหนุ่มชั้นนำของอังกฤษจากคณะแองลิกันได้เชิญผมไปทานอาหารเที่ยง ระหว่างทานอาหาร เราได้พูดคุยกันเรื่องการประกาศในประเทศของเราทั้งสอง และเปรียบเทียบวิธีการและแนวทางต่าง ๆ ที่เราใช้ทำพันธกิจ

 

หลังจากชมเชยคณะของผมอย่างสุภาพว่าเป็นคณะหนึ่งที่ทำงานประกาศมากที่สุดในโลก เขาก็ถามคำถามที่แทงใจว่า “ตามปกติแล้วมีฆราวาสของคุณกี่เปอร์เซนต์ที่นำคนอื่นมาหาพระเยซูคริสต์ในแต่ละปี”

 

ผมรู้สึกอายที่จะบอกเขาว่า แม้กระทั่งในปีที่จัดว่าดีที่สุด ก็ยังมีฆราวาสและผู้รับใช้ของเรารวมกันไม่ถึง 5 เปอร์เซนต์ที่นำคนอื่นมาถึงความรอดโดยการรู้จักพระคริสต์ ผมอธิบายต่อไปว่าในอเมริกาเหนือ เรามีคนดี ๆ มากมายเป็นกองทัพ คนเหล่านี้มีใจสนับสนุนการประกาศ อย่างไรก็ตาม มีพวกเขาเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์เท่านั้นที่ลงมือเป็นพยานจริง ๆ ผลก็คือคนจำนวนน้อยกำลังทำงานของคนจำนวนมาก

 

จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม คริสตจักรหลายแห่งกำลังผลาญทรัพยากรอันมีค่าของพวกเขา ซึ่งควรจะใช้เพื่อการประกาศส่วนตัว พวกเขาดูเหมือนจะไม่ตระหนักว่าคริสเตียนใหม่ส่วนใหญ่มีความปรารถนาอย่างจริงใจที่จะเติบโตและรับใช้พระเจ้า นอกจากนั้นพวกเขายังมีเพื่อนที่ยังไม่เชื่ออีกเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่เพื่อนฝูงเหล่านั้นส่วนใหญ่ยังคงหลงทางเพียงเพราะสมาชิกใหม่เหล่านี้ไม่ได้รับการติดตามผล และไม่ได้รับการสอนให้รู้วิธีศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน และบอกเล่าพระกิตติคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เพราะปัญหาที่ไม่ได้รับการใส่ใจนี้ สมาชิกคิดเป็นเปอร์เซนต์สูงจึงมักจะไม่กระตือรือร้น และสมาชิกคริสตจักรอีกมากมายก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน เห็นได้ชัดว่าผู้เชื่อใหม่ซึ่งไม่ค่อยมาคริสตจักรและไม่เคยเติบโตอย่างแท้จริง ก็จะพลาดความชื่นชมยินดีในการนำคนอื่นมาเชื่อและฝึกคนอื่นเพื่อพระคริสต์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องระบุอย่างชัดเจนว่า ศัตรูที่ดื้อแพ่งที่สุดของการประกาศก็คือการติดตามผลที่วางแผนไม่ดีและดำเนินการไม่ดี

 

ผู้ฟังข่าวประเสริฐกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ

 

ปัญหาที่แท้จริงเกี่ยวกับการนำสมาชิกใหม่เข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกับคริสตจักรนั้นเป็นปัญหาระดับนานาชาติ มีคำถามไม่กี่ข้อที่มีความสำคัญต่ออนาคตของคริสตจักรมากเท่านี้ ความท้าทายในการให้การศึกษา สร้างแรงบันดาลใจ และเตรียมสมาชิกใหม่รุ่นปัจจุบันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก ภารกิจนี้ใหญ่โตเกินกว่าที่คณะเดียว องค์กรเดียว หรือโครงการเดียวจะบรรลุได้ตามลำพัง เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ต้องอาศัยการอธิษฐานและความพยายามร่วมกันของคริสเตียนทั้งหมด และมันเรียกร้องให้เรากลับมาสู่หลักการในพระคัมภีร์ซึ่งคริสตจักรยุคแรกได้แสดงแบบอย่างไว้

 

ความจำเป็นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะวิธีการซึ่งตกทอดมาจากประเพณียุคหลัง ๆ นั้นใช้ไม่ได้ผลในแง่ของพระมหาบัญชา เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเวลานี้โลกส่วนที่เคยเป็นคริสเตียนกำลังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้ยินข่าวประเสริฐอีกครั้ง ประวัติศาสตร์ได้สอนเราว่าจำนวนที่เพิ่มขึ้นโดยการบวกเป็นครั้งคราวนั้นไม่เพียงพอที่จะไล่ตามอัตราการเกิดของประชากรทั่วโลก

 

ด้วยเหตุผลข้อนี้ เราจึงต้องมียุทธวิธีที่จะทำให้แน่ใจว่าคริสเตียนใหม่ในยุคของเราจะได้รับการเตรียมให้เป็นพยานที่เข้มแข็งและสร้างคนอื่นต่อไป โดยการดูแล การเป็นแบบอย่าง และการหนุนใจของเรา พวกเขาสามารถไปได้ไกลยิ่งกว่าคนรุ่นก่อน ๆ พวกเขาสามารถสร้างพันธกิจการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณที่ยั่งยืน ดร. เฮอร์เชล เอช. ฮ็อบส์กล่าวไว้อย่างชาญฉลาดว่า “งานการประกาศยังไม่สำเร็จ จนกว่าผู้ฟังข่าวประเสริฐจะกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” ประโยคนี้ขยายความได้ว่า ถ้าจะให้กระบวนการสร้างสาวกเสร็จสมบูรณ์ คริสเตียนใหม่ทุกคนควรได้รับการเลี้ยงดูและได้รับการสอนวิธีอธิบายและตอบคำถามเรื่องความเชื่อของตน การฝึกหัดครบวงจรนี้ต้องใช้เวลา นอกจากนั้นยังต้องอาศัยความรัก วินัย และความทุ่มเทส่วนตัว อย่างไรก็ตามคุณจะพบว่างานที่เพิ่มขึ้นในการติดตามผลส่วนตัวนั้นคุ้มค่ามากต่อการลงทุน เพราะมันจะเกิดผลฝ่ายจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่และทวีคูณ

 

เนื่องจากเรามีพระสัญญาของพระเจ้า เราจึงรู้ว่าภารกิจการประกาศอันยิ่งใหญ่ของคริสตจักรจะสำเร็จอย่างแน่นอน (มัทธิว 24:14) แต่ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับวิธีการของเราเพื่อเราจะทำงานตามหลักการที่เปิดเผยไว้ในพระราชกิจของพระคริสต์ เรื่องนี้จะได้รับการอธิบายอย่างครบถ้วนยิ่งขึ้นในบทต่อไปซึ่งเขียนโดย ดร. โรเบิร์ต โคลแมน พระกิตติคุณเปิดเผยว่าพระเยซูทรงฝึกสาวกโดยการใช้ชีวิตกับเขาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะประทานพระมหาบัญชาแก่พวกเขา การอยู่กับพระองค์คือวิธีการหลักที่พวกเขาได้เรียนรู้วิธีทำงานรับใช้ มาระโกบอกเราว่า พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์ [เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต] เพื่อจะทรงใช้พวกเขาออกไปประกาศ (มาระโก 3:14) เปาโลสะท้อนหลักการเดียวกันนี้ใน 1 โครินธ์ 11:1 “”

 

ความเข้าใจของสาวกยุคแรกในเรื่องการประกาศนั้นเกิดจากวิถีชีวิตซึ่งได้รับการขัดเกลาโดยการอยู่กับพระเยซูเป็นเวลาหลายชั่วโมง พวกเขาได้รับการฝึกในสถานการณ์จริง พวกเขาได้เห็นการประกาศ การให้คำปรึกษา การเทศนา การสอน และพันธกิจอื่น ๆ ทุกรูปแบบด้วยตัวเขาเอง แบบแผนการฝึกของพระเยซูนั้นทั้งเรียบง่ายและประสบความสำเร็จ จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา (มัทธิว 4:19) พระองค์แสดงให้พวกเขาเห็นวิธีการรับใช้ โดยการให้พวกเขาดูพระองค์ทำ

 

พันธกิจของคุณ

 

ในฐานะผู้สร้างสาวกในคริสตจักรของคุณ คุณจะมีมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางซึ่งมุ่งเน้นที่พันธกิจหลักสองด้าน พระเยซูทรงทำพันธกิจทั้งสองด้านนี้ และพวกอัครทูตก็เลียนแบบพระองค์ เปาโลกล่าวว่า และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้ รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้า แล้วพระเจ้าผู้ประทานสันติสุขจะสถิตกับพวกท่าน (ฟีลิปปี 4:9) พันธกิจด้านหนึ่งของคุณคือการสอน และอีกด้านหนึ่งคือการฝึก ทั้งสองเป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการเติบโตของสมาชิกใหม่

 

การเทศนาจากพระคัมภีร์โดยศิษยาภิบาลของคุณเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยเสริมสร้างความเชื่อของสมาชิกใหม่ (โรม 10:17) อย่างไรก็ตาม พันธกิจสาธารณะของคริสตจักรควรได้รับการเสริมโดยพันธกิจส่วนตัว เรามองเห็นแบบอย่างของเรื่องนี้ได้ในตัวอย่างของพระเยซู พระองค์มักจะสอนเรื่องการเป็นผู้นำเมื่อพระองค์อยู่ตามลำพังกับคนของพระองค์ ในความเป็นส่วนตัว พวกเขากล้าถามคำถามโดยไม่กลัวว่าจะขายหน้า และจากประสบการณ์คุณก็อาจจะค้นพบประโยชน์ของหลักการเดียวกันนี้

 

สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคริสตจักรส่วนใหญ่คือการกอบกู้ความสมดุล นี่หมายถึงการนมัสการรวมกันและการศึกษาพระคัมภีร์ในกลุ่มย่อย แต่นอกจากนั้นมันยังหมายถึงการรื้อฟื้นแบบแผนในพระคัมภีร์ใหม่ที่ใช้การฝึกหัดส่วนตัว พูดง่าย ๆ ก็คือ คริสตจักรจำเป็นต้องมีพันธกิจพื้นฐานสามอย่าง คือ หนึ่งต่อหนึ่ง หนึ่งต่อไม่กี่คน และหนึ่งต่อหลายคน

 

ภายใต้ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณที่มีความเป็นผู้ใหญ่และปวารณาตัวให้แนวทางที่สมดุลนี้ สมาชิกใหม่ในปัจจุบันสามารถได้รับการสอนและการสาธิตให้เห็นวิธีทำพันธกิจซึ่งพระเจ้าประทานให้ (ดูเอเฟซัส 2:10) เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น การเติบโตด้านการประกาศอย่างสม่ำเสมอจะเริ่มเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ด้วยพลังของการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ ในที่สุดผู้เชื่อโดยส่วนใหญ่ก็จะได้สัมผัส “ความชื่นชมยินดี” ของการได้นำคนอื่นมารู้จักพระคริสต์ด้วยตัวเอง

 

จริงจังกับคำสั่งของพระเจ้า

 

จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายๆคน ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย (2 ทิโมธี 2:2)

 

บิลลี เกรแฮมกล่าวว่า

“2 ทิโมธี 2:2 นั้นคล้ายกับสูตรคณิตศาสตร์สำหรับการเผยแพร่พระกิตติคุณและขยายคริสตจักร เปาโลสอนทิโมธี ทิโมธีแบ่งปันสิ่งที่เขารู้ให้แก่คนที่สัตย์ซื่อ แล้วคนที่สัตย์ซื่อเหล่านี้ก็จะสอนคนอื่นต่อไป และกระบวนการนี้ก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ตามนั้น ถ้าผู้เชื่อทุกคนทำตามแบบแผนนี้ คริสตจักรจะสามารถนำพระกิตติคุณไปถึงคนทั้งโลกได้ภายในหนึ่งชั่วอายุคน การจัดงานประกาศใหญ่ซึ่งผมเชื่อและปวารณาตัวเพื่องานนี้ จะไม่มีวันทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ แต่มันจะสำเร็จได้โดยพันธกิจหนึ่งต่อหนึ่ง” (The Holy Spirit, Waco: Word, 1978, p. 147)

 

ในฐานะผู้ประกาศ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ ดร. เกรแฮม ว่าการประกาศโดยการบวกอย่างเดียว จะไม่มีวันนำโลกนี้มาหาพระคริสต์ นี่คือเหตุผลที่การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณคือหลักการที่อยู่เบื้องหลังบทเรียน สู่ความชื่นชมยินดี มันคือก้าวแรกของการเดินทาง และมันช่วยวางรากฐานสำหรับวิถีชีวิตแห่งการนำคนมาเชื่อและสร้างคนอื่นทีละคน ทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญ ก็เพราะแผนการของพระเยซูต้องการให้ทุกคนเป็นพยานของพระองค์ (กิจการ 1:8) โดยแนวทางส่วนตัวที่เรียบง่ายนี้เท่านั้น ที่เราจะมีศักยภาพในความเป็นจริงที่จะนำพระกิตติคุณไปถึงชนทุกชาติ

 

การละเลยพันธกิจแบบอาศัยความสัมพันธ์นี้ ในที่สุดแล้วจะก่อให้เกิดความรู้สึกผิดหวังและเหนื่อยล้าฝ่ายจิตวิญญาณลึก ๆ ในชีวิตของคริสเตียนที่จริงใจ ในฐานะผู้เชื่อ เราอาจหมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมทางโลกมากมายก่ายกอง แต่พลาดความมีชีวิตชีวาและความอิ่มใจในการเลี้ยงดูและนำลูกแกะและแกะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

 

เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง การขาดพันธกิจส่วนตัวและการฝึกสาวกอย่างดีอาจส่งผลให้คริสตจักรไม่มีผู้นำฆราวาสซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมไว้เป็นรากฐานที่มั่นคง ผลก็คือ เจ้าหน้าที่คริสตจักรอาจพบว่าเขาต้องทำพันธกิจการให้คำปรึกษา การเยี่ยมเยียนผู้ป่วย และการประกาศ ด้วยตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ แน่นอนว่านี่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์และจะไม่เกิดผลมาก

 

เมื่อเรารู้สึกว่าเวลาของเรามีค่าสำหรับเราเกินกว่าจะใช้สร้างสมาชิกใหม่แบบเป็นส่วนตัว แท้จริงแล้วเราก็กำลังละทิ้งผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณในอนาคตของคริสตจักร เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น วงจรอุบาทว์ก็เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกครั้ง แต่ที่ต่างกันอย่างเด่นชัดคือ พระเยซูทรงเปิดเผยแบบแผนการทำพันธกิจของพระองค์เองโดยการลงทุนเวลามากที่สุดในชีวิตของคนที่จะแบกความรับผิดชอบมากที่สุดสำหรับพันธกิจในอนาคตของคริสตจักร สำหรับพระองค์การฝึกผู้นำเริ่มต้นแทบจะทันทีหลังจากพระองค์ได้พบสาวกใหม่แต่ละคน ซึ่งวันหนึ่งจะกลายเป็นอัครทูต การเลี้ยงดูและการสร้างฝ่ายจิตวิญญาณได้ถูกผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคนที่เดินในทางของพระเจ้าซึ่งมีความเข้มแข็งและความเป็นผู้ใหญ่

 

ทำตามแบบอย่างของพระเยซู

 

เช้าวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากเพื่อนซึ่งเป็นศิษยาภิบาลดูแลคริสตจักรใหญ่ที่สุดในเทศมณฑลของเขา หลังจากทำงานรับใช้ที่นั่นสามปี เขารู้สึกท้อใจและอยากย้ายไปอยู่คริสตจักรอื่น เขาจึงขอให้ผมอธิษฐานกับเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

ผมถามว่าเขาเคยพยายามลงทุนเวลาส่วนหนึ่งของเขา ในชีวิตของฆราวาสคนสำคัญ ๆ บางคนหรือยัง เขาตอบว่า “ผมไม่มีฆราวาสที่สนใจแม้แต่คนเดียว”

 

ผมบอกเขาว่าผมแน่ใจว่าในคริสตจักรที่มีห้าร้อยคน จะต้องมีหลายคนที่อยากตอบสนองการท้าทายให้มารับการฝึกส่วนตัวด้านการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการประกาศ แล้วผมก็ถามเขาว่าทำไมเขาอยากลาออก

 

“สมาชิกของผมไม่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ” เขาตอบ “จำนวนคนที่มาวันอาทิตย์ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสภาพอากาศ และครูรวีของเราก็ไร้ความรับผิดชอบมากถึงขนาดไม่ยอมบอกนักเรียนว่าพวกเขาตั้งใจจะหยุดวันไหน”

 

“ถ้านั่นคือข้ออ้างที่จะลาออกจากคริสตจักร” ผมบอกเขา “ศิษยาภิบาลในอเมริกาครึ่งหนึ่งก็คงจะมีเหตุผลที่จะลาออก” ผมท้าทายเขาอีกครั้งให้เริ่มมองหาผู้นำในอนาคตที่สัตย์ซื่อ เพื่อจะฝึกเขา

 

หกสัปดาห์ต่อมาเขาโทรมาครั้งที่สอง น้ำเสียงของเขากระตือรือร้นเหมือนถูกชาร์จไฟ เขาตะโกนมาทางโทรศัพท์ว่า “บิลลี สรรเสริญพระเจ้า ผมเจอสามคน ผมนัดกับคนหนึ่งวันจันทร์ อีกคนวันอังคาร และคนที่สามวันพฤหัส”

 

“คุณยังอยากให้ผมแนะนำคุณให้คริสตจักรอื่นอยู่ไหม” ผมถาม

 

“แน่นอน ไม่อยากแล้ว” เขาตอบ “ต่อให้คุณเอาชะแลงมางัด ก็ย้ายผมออกจากเมืองนี้ไม่ได้”

 

เมื่อเราคุยกัน ผมก็ได้ทราบว่าชั้นรวีวารศึกษายังไม่เปลี่ยนแปลง จำนวนคนมาคริสตจักรยังขึ้น ๆ ลง ๆ และสถานการณ์โดยรวมก็แทบไม่ต่างจากเดิม แล้วอะไรเปลี่ยนไป เวลานี้สามคนดังกล่าวกำลังเข้าเฝ้าพระเจ้าในการเฝ้าเดี่ยวทุกวัน พวกเขาท่องจำข้อพระคัมภีร์ จัดลำดับความสำคัญในชีวิตเสียใหม่ และเริ่มเล่าเรื่องความเชื่อของตนอย่างเป็นธรรมชาติ

 

เพื่อนของผมลิงโลดเพราะเวลานี้เขารู้สึกอิ่มใจเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเพียงสามคน การเติบโตของคนเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นยุคใหม่อันสดใสในชีวิตของเขา โดยประสบการณ์สำคัญครั้งนี้ เขาได้เรียนรู้วิธีใหม่ในการลงทุนเวลาของเขา และไม่ช้าเขาก็ทำตามแบบอย่างของพระเยซู

 

หลักการถูกนำมาประยุกต์ใช้

 

ถ้าสมาชิกใหม่ไม่สามารถสร้างมิตรภาพซึ่งจะทำให้เขาเห็นแบบอย่างของการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณส่วนตัวและการประกาศ ในที่สุดแล้วเขาก็จะเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบคนไปโบสถ์ แทนที่จะทำพันธกิจอย่างเกิดผล นอกจากนั้นในหลาย ๆ กรณีเขาจะถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพเปิดโล่งไม่มีอะไรไว้ป้องกันคำสอนเท็จสารพัดรูปแบบ ที่น่าสลดใจก็คือ เขาอาจตกเป็นเหยื่อแม้กระทั่งขบวนการที่หากินกับผู้เชื่อใหม่ซึ่งมีเจตนาดีแต่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ เพราะอะไร ก็เพราะเขาไม่ได้รับคำชี้แนะ คำสอน และมิตรภาพที่มีความเอาใจใส่จากคริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า

 

นี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะกลับไปค้นหาศิลปะในการอยู่กับคนอื่นหรือ  เราจำเป็นต้องเป็นเพื่อนกับเขาเหมือนบารนาบัส และอธิษฐานเพื่อเขาเหมือนเปาโล (กิจการ 14:21-23) แล้วคนรุ่นเราก็จะสามารถคาดหวังว่าจะเห็นการทวีคูณผู้เชื่อใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของคริสตจักร โดยผู้เชื่อในศตวรรษแรก พระเจ้าได้ทรงสำแดงให้เราเห็นยุทธวิธีที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแล้ว (2 ทิโมธี 2:2)

 

สำหรับการประยุกต์ใช้ ให้เรานึกภาพคริสเตียนคนเดียวพยายามประกาศแก่คนทั้งชุมชน – มันจะสำเร็จได้ไหม มันอาจต้องใช้เวลาอธิษฐานและเป็นพยานหนึ่งปีเต็ม จึงจะนำคนแรกมาหาพระคริสต์ได้ และอาจต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีเต็ม คริสเตียนสองคนนั้นจึงจะสามารถนำและฝึกได้อีกคนละหนึ่งคน กระบวนการนี้ดูเหมือนช้าหรือเปล่า เมื่อมองแวบแรกมันอาจดูเหมือนช้า แต่ถ้าลูกโซ่แห่งการทวีคูณนี้ดำเนินไปโดยไม่ขาดช่วงเพียง 20 ปี เมืองที่มีประชากรกว่าหนึ่งล้านคนก็สามารถได้ยินข่าวประเสริฐได้ทั้งเมือง

 

ในฐานะผู้สร้างสาวก คุณสามารถมีบทบาทสำคัญยิ่งในการนำละแวกบ้านของคุณ เมืองของคุณ และโลกนี้มาหาพระคริสต์ เพราะคุณจะรับใช้ในแนวหน้าของการทำพันธกิจ

 

ช่วงเวลาคับขันของเรากำลังเรียกร้องหาวิสัยทัศน์ใหม่และการกลับไปสู่ปรัชญาการทำพันธกิจซึ่งได้รับการซึมซับอย่างเต็มที่ เราต้องใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการทวีคูณการประกาศ และปวารณาตัวเพื่อยุทธวิธีที่หวังผลระยะยาว คือการเตรียมคนของพระเจ้าทั้งหมดให้เป็นผู้สร้างคนอื่นฝ่ายจิตวิญญาณ คุณไม่สามารถมองข้ามสมาชิกใหม่หรือสมาชิกเก่าคนไหนในคริสตจักรของคุณ เพราะพวกเขาแต่ละคนต่างมีการทรงเรียก มีของประทานจากพระเจ้า และมีศักยภาพยิ่งใหญ่

 

ขณะที่คุณเตรียมตัวรับใช้ในฐานะผู้สร้างสาวก คุณจะมีพระวจนะของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ และสิทธิพิเศษในการอธิษฐาน เป็นคลังทรัพยากรของคุณ ดังนั้นขอให้คุณมั่นใจในพระสัญญาข้อนี้ พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นซื่อสัตย์ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ (1 เธสะโลนิกา 5:24)

Comments

comments