ปฎิบัติการทวีคูณ คืออะไร?

 

2 ทิโมธี 2:2 “จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลาย ๆ คนไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย” (2 ทิโมธี 2:2)

สมาชิกใหม่ต้องการมากกว่าการจับมือทักทาย เมื่อพวกเขาเข้ามาสู่คริสตจักรของคุณ พวกเขาต้องการมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง กับคนที่จะเดินเคียงข้างเขา และทำให้พวกเขารู้สึกได้รับการต้อนรับ เพื่อนใหม่คนนี้ควรพร้อมที่จะแนะนำเขาให้รู้จักสมาชิกคนอื่นๆ ตอบคำถามของเขา นำเขาสู่กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ และรับใช้ในฐานะแบบอย่างในการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของเขาภารกิจของ“ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ”คือการช่วยคริสตจักรฝึกผู้สร้างสาวกให้ผูกมิตรและสร้างสมาชิกใหม่แต่ละคนให้มีทักษะการทำพันธกิจที่จำเป็น เพื่อจะมีการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการทวีคูณการประกาศไปตลอดชีวิตคริสตจักรส่วนใหญ่ได้แต่หวังว่าสมาชิกใหม่จะพบเพื่อนคริสเตียนที่อุทิศตัว และเรียนรู้จักพื้นฐานของการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณนอกจากนั้นพวกเขายังหวังว่าสมาชิกใหม่จะเข้าร่วมกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ และเรียนรู้วิธีบอกเล่าความเชื่อของตน อย่างไรก็ตาม แทนที่จะหวัง เวลานี้คริสตจักรที่ใส่ใจเรื่องการเติบโต หลายแห่งกำลังจัดตั้งกระบวนการที่มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งจะรับประกันว่าผู้เชื่อใหม่และสมาชิกใหม่ทุกคนจะได้รับการดูแลส่วนตัวและการสอนที่พวกเขาจำเป็นต้องได้รับ นี่คือหัวใจของยุทธวิธี “ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” เป็นเวลาหลายปีที่คริสตจักรต่างๆ ได้มองข้ามทรัพยากรที่มีค่าที่สุดสำหรับการประกาศ นั่นคือ ผู้เชื่อใหม่ ทำไมผู้เชื่อใหม่จึงเป็นคนที่พิเศษมากในแง่การประกาศ ก็เพราะพวกเขายังคงมีสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ตามธรรมชาติกับคนไม่เป็นคริสเตียน เมื่อเราเดินไปกับสมาชิกใหม่เหล่านี้ และแสดงให้พวกเขาเห็นวิธีเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและบอกเล่าความเชื่อของตน พวกเขาก็จะเรี่มเป็นพยานและการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

“เพราะฉะนั้นในเมื่อพวกท่านรับพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าไว้แล้ว ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ด้วยจงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ จงมั่นคงในความเชื่อตามที่ได้รับการสอนมาแล้ว และจงให้การขอบพระคุณทวียิ่งขึ้น” (โคโลสี 2:6,7)

ทำไมจึงใช้การติดตามผลตัวต่อตัว?

พระเยซูทรงสำแดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการดูแลคริสเตียนใหม่ในฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อพระองค์ถามว่า “เปโตร ท่านรักเราหรือ…” เมื่อเปโตรตอบว่า “ใช่” พระเยซูก็ตรัสว่า “จงเลี้ยงดูลูกแกะของเราเถิด” (ยอห์น 21:15-17) เมื่อคุณลงทุนเวลาในการสร้างคริสเตียนใหม่ นั่นก็เป็นหลักฐานว่า –  คุณรักพระองค์ คริสตจักรต่าง ๆ กำลังตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลแบบตัวต่อตัวและการนำสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วิธีการมากมายได้ถูกนำมาใช้เพื่อพยายามปิด “ประตูหลัง” ของคริสตจักร แต่ปัญหานี้ก็ยังคงมีอยู่ เพื่อจัดการกับความจำเป็นนี้ คริสตจักรที่ใส่ใจหลายแห่งได้จัดชั้นเรียนสมาชิกใหม่ที่ดีเยี่ยม แต่ประสบการณ์ได้แสดงให้เห็นว่าแนวทางนี้ ถึงแม้จะเป็นแนวทางที่พึงปรารถนา แต่มันก็ยังไม่เพียงพอเมื่อใช้ตามลำาพังหลังจากทำการทดสอบภาคสนามอย่างกว้างขวางในหลายวัฒนธรรม เราก็สรุปว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับการนำสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรก็คือการส่งเสริมมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เราเชื่อว่ามีเหตุผลหลายประการที่แนวทางการสร้างความสัมพันธ์แบบคริสตจักรยุคแรกนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง มิตรภาพเป็นตัวแปรสำคัญการศึกษาหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่า ถ้าสมาชิกใหม่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นอย่างรวดเร็วพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะออกไปเงียบๆ ทาง “ประตูหลัง” นี่คือเหตุผลที่กระบวนการสร้างสาวกของ “ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร และตอบสนองความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณเฉพาะหน้าของสมาชิกใหม่แต่ละคน

“แต่ถ้าเราเดินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างที่พระองค์สถิตในความสว่าง เราก็มีสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน…” (1 ยอห์น 1:7)

การดูแลส่วนตัว
สมาชิกใหม่หลายคนเข้ามาสู่คริสตจักรในฐานะ “ทารกแรกเกิด” และต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ กระบวนการสร้างสาวกที่อาศัยมิตรภาพเป็นรากฐานของ “ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” จะเปิดโอกาสนี้อย่างเป็นธรรมชาติ พระคัมภีร์กล่าวว่า

“แต่เราอยู่ในหมู่พวกท่าน ด้วยความสุภาพอ่อนโยน เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน” (1 เธสะโลนิกา 2:7)

ความเป็นอิสระในการพูดคุย
เมื่อมีมิตรภาพ ท่าทีเปิดเผยก็มักจะพัฒนาขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ และท่าทีเปิดเผยนี้จะทำให้เขาสามารถถามคำถามส่วนตัวได้โดยไม่มีคนอื่นได้ยิน และพูดคุยกันในบริบทของพระคัมภีร์ ผลก็คือ การเปลี่ยนแปลงชีวิตในแง่บวกจะเกิดขึ้น

“ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่า ๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น” (2 โครินธ์ 5:17)

การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณเมื่อสมาชิกใหม่ได้รับการหนุนใจและสร้างเพื่อจะทำงานรับใช้ ผู้ที่รับใช้ในฐานะผู้สร้างสาวกก็จะได้รับการท้าทายให้เติบโตต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน

“…เหล็กลับเหล็กให้คมได้ฉันใด คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนให้เฉียบแหลมได้ฉันนั้น…” ( ส.ภ.ษ 27:17)

วิธีการ
แบบพระคัมภีร์ใหม่นี้ (2 ทิโมธี 2:2) จะสร้างแรงจูงใจแง่บวกให้เกิดการพัฒนาฝ่ายจิตวิญญาณและการทวีคูณอย่างต่อเนื่อง  

“แต่ขอพวกท่านจงเจริญขึ้นในพระคุณและในความรู้ของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอดของเรา” (2 เปโตร 3:18)

ตารางเวลาที่ยืดหยุ่นในการใช้รูปแบบการฝึกที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงของ “ปฏิบัติการทวีคูณ” เมื่อผู้สร้างสาวกหรือสมาชิกใหม่ต้องงดการมาพบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาก็สามารถนัดหมายกันวันอื่นด้วยวิธีนี้ เขาจะไม่มีทางพลาดเนื้อหาสำคัญ และการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณจะเป็นไปอย่างคงเส้นคงวา

“คนที่เดินกับคนมีปัญญาจะกลายเป็นคนมีปัญญา” (สุภาษิต 13:20)

รากฐานจากพระคัมภีร์สำหรับ “ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” พระคัมภีร์บอกอะไรเรามากมายเกี่ยวกับการสร้างสาวก เมื่อเราเข้าใจว่าการฝึกธรรมิกชนนั้นโดยหลักๆ แล้วก็คือพันธกิจแห่งการเป็นแบบอย่าง เปาโลกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ดังนี้

“ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า เหมือนกับที่ข้าพเจ้าทำตามแบบอย่างของพระคริสต์” (1 โครินธ์ 11:1)

หลักการที่ชัดเจนข้อนี้เป็นเสียงสะท้อนคำตรัสซึ่งพระเยซูตรัสแก่สาวกของพระองค์ไว้ก่อนหน้านั้น เมื่อพระองค์ตรัสว่า

“จงตามเรามา และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา” (มัทธิว 4:19)

สิ่งที่เน้นย้ำชัดเจนจนไม่อาจเข้าใจเป็นอื่นในคำเชื้อเชิญทั้งสองก็คือการเรียนรู้โดยการสังเกต หลักการข้อนี้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามากในชีวิต คือรากฐานสำคัญของการให้การศึกษาคริสเตียนในยุคแรก เพราะการสอนฝ่ายจิตวิญญาณเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่ความสัมพันธ์เป็นหนทางหลักในการเติบโตส่วนตัวมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางความรัก ความมีคุณธรรม ความจริง และทักษะในการรับใช้เป็นส่วนแรกๆที่จะได้รับการถ่ายทอดในบริบทของมิตรภาพส่วนตัวที่มีความใส่ใจโดยมีบรรยากาศแห่งความไว้ใจและการหนุนใจซึ่งกันและกัน ผู้เชื่อใหม่แต่ละรุ่นจะสังเกตเห็นวินัยฝ่ายจิตวิญญาณด้วยตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็จะเลียนแบบ ความสมดุลระหว่างการสอนและการฝึกนี้ซึ่งจะเป็นไปอย่างธรรมชาติมาก จนความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณจะไหลจากชีวิตคริสเตียนคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง บางทีฟีลิปปี 4:9 อาจแสดงให้เห็นหลักการพื้นฐานข้อนี้ได้ชัดเจนที่สุด “และพวกท่านจงปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านเรียนรู้ รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้า…” สิ่งที่เราได้ยินเท่ากับการสอน และสิ่งที่เราเห็นเท่ากับการฝึก การสอนทั้งสองรูปแบบเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของกระบวนการสร้างสาวก ฟีลิปปี 3:17 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย จงร่วมกันทำตามแบบอย่างของข้าพเจ้า ท่านมีเราเป็นตัวอย่างแล้ว จงสังเกตดูคนเหล่านั้นที่ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่เราวางไว้ให้พวกท่านนั้น”วลีอมตะที่กล่าวว่า “สิ่งที่รับรู้มีมากกว่าสิ่งที่จะสอนได้” ได้นิยามแง่มุมสำคัญของการสร้างสาวกตามหลักพระคัมภีร์เอาไว้ ถึงแม้หลายแง่มุมของการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณจะสามารถถ่ายทอดผ่านการใช้วรรณกรรมคริสเตียน –  แต่บุคลิกภาพ ความกระตือรือร้น เสียงหัวเราะ และประกายในแววตา ไม่สามารถถ่ายทอดได้ด้วยวิธีดังกล่าว แง่มุมเชิงประสบการณ์เหล่านี้มีอยู่ในมิตรภาพส่วนตัว และเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในพันธกิจการสร้างสาวกที่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้การสร้างสาวกจะมีแง่มุมที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจอยู่มากมาย แต่ก็ยังมีคุณสมบัตินามธรรมของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งถ่ายทอดผ่านมิตรภาพได้เท่านั้น

พันธกิจแบบตัวต่อตัว
ทำไมการสร้างสาวกจึงเป็นห่วงโซ่ที่สำคัญยิ่งสำหรับการประกาศที่ประสบความสำเร็จ? ดร. เฮอร์เชล ฮ็อบส์ได้กล่าวไว้อย่างชาญฉลาดว่า“งานการประกาศยังไม่สำเร็จ จนกว่าผู้ฟังข่าวประเสริฐจะกลายเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” การหยุดชะงักในการติดตามผลขั้นต้นหรือในกระบวนการฝึกขั้นพื้นฐาน อาจก่อให้เกิดการลัดวงจรในศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของวงจรทวีคูณการประกาศนี้ ขอให้พิจารณาดอกเบี้ยทบต้นวงจรการสืบพันธุ์ในธรรมชาติ หรือการเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดของประชากรสิ่งมีชีวิตในโลก ไม่ช้าก็จะเห็นได้ชัดว่าทำไมการทวีคูณจึงเป็นวิธีการหลักของพระเจ้าในการเติมโลกนี้ให้เต็มการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณบิลลี เกรแฮมเคยกล่าวว่า “หนึ่งในข้อพระคัมภีร์ข้อแรกๆ ที่ดอว์สัน ทร็อทแมน ผู้ก่อตั้งองค์การเนวิเกเตอร์ หนุนใจให้ผมท่องจำคือ

“จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายๆ คน ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย” (2 ทิโมธี2:2)

พระคัมภีร์ข้อนี้เหมือนสูตรคณิตศาสตร์สำหรับการเผยแพร่พระกิตติคุณและขยายคริสตจักร เปาโลสอนทิโมธี ทิโมธีบอกสิ่งที่เขารู้แก่บรรดาคนที่ซื่อสัตย์ แล้วคนที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ก็จะสอนคนอื่นต่อไปเช่นกัน และกระบวนการนี้ก็จะดำเนินต่อๆ ไปแบบนั้น ถ้าผู้เชื่อทุกคนทำตามแบบแผนนี้ คริสตจักรจะสามารถนำพระกิตติคุณไปถึงคนทั้งโลกได้ภายในชั่วอายุคนเดียว งานประกาศใหญ่ ซึ่งผมมีความเชื่อ และผมได้อุทิศชีวิตให้ จะไม่มีวันทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ แต่พันธกิจตัวต่อตัวต่างหากที่จะทำให้สำเร็จ” (The Holy Spirit, Waco: Word,1978, P. 147)

สำหรับคริสตจักร การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณคือกุญแจสำคัญยิ่งสำหรับการทำให้พระบัญชาเรื่องการเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระคริสต์สำเร็จ (มัทธิว 28:19-20) โดยผู้เชื่อใหม่ที่อุทิศตัวเพียงคนเดียว ซึ่งเติบโตอย่างคงเส้นคงวา เล่าความเชื่อของตนอย่างเป็นธรรมชาติ และฝึกคนอื่นส่วนตัวให้ทำเช่นเดียวกัน ในที่สุดทั้งโลกก็จะสามารถได้รับข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ กระบวนการทวีคุณฝ่ายจิตวิญญาณอันน่าทึ่งนี้มีลักษณะเป็นส่วนตัว สนุก และมีประสิทธิภาพมาก จนคริสตจักรไหน ๆ ในโลกก็ทำได้ มันต้องการเพียงนิมิต 2 ทิโมธี 2:2 และการอุทิศตัวที่จะฝึกผู้สร้างสาวกให้ทำงานส่วนตัวกับสมาชิกใหม่ทุกคนที่เข้ามาสู่คริสตจักร โดยมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ผู้ที่ได้รับการฝึก“ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” จะได้เรียนรู้ทั้ง “เหตุผล” และ “วิธีการ” ในการสร้างคนอื่น วงจรต่อเนื่องของการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการประกาศแบบเป็นวิถีชีวิตนี้ คือการแสดงออกแบบร่วมสมัยของการสร้างสาวกในพระคัมภีร์ใหม่

หลักการการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ
• ถ้าคุณเป็นพยานหกเดือน และนำคนมาเชื่อหนึ่งคน จากนั้นก็สร้างเขาอีกหกเดือน เมื่อสิ้นสุดปีแรกก็จะมีคุณสองคน
• จากนั้นถ้าคุณทั้งสองคนนำคนมาเชื่ออีกคนละหนึ่งคน และสร้างพวกเขาเมื่อสิ้นสุดปีที่สองก็จะมีคริสเตียนที่เติบโตและนำคนอื่นมาเชื่อรวมทั้งหมดสี่คนถ้าพวกคุณทั้งสี่คนยังคงทุ่มเทอธิษฐานและมีวิถีชีวิตแห่งการเป็นพยานและติดตามผลแบบนี้ต่อไป คุณก็สามารถมีอิทธิพลต่อโลกนี้เพื่อพระคริสต์ได้ภายในหนึ่งชั่วชีวิตสั้นๆ ปีคนที่มาเชื่อและรับการฝึก

ปีแรก = 2
2 ปี = 4
4 ปี = 16
6 ปี = 64
8 ปี = 256
10 ปี = 1024
12 ปี = 4,096
13 ปี = 8,192
20 ปี = 1,048,576
30 ปี = 1,073,741,824
32 ปี = 4,294,967,296
33 ปี = 8,589,934,592
ตัวเลขนี้มากกว่าประชากรโลกในปัจจุบัน! “…และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเรา…”  กิจการ 1:8

การประกาศในแนวหน้า
คุณอาจคิดว่า “ถ้าเราสามารถประกาศแก่คนทั้งโลกได้ในชั่วอายุคนเดียว แล้วทำไมมันถึงยังไม่เกิดขึ้น?” การประกาศส่วนตัวจะไม่ส่งผลเป็นการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณถ้าไม่มีการสร้างสาวกอย่างมีประสิทธิภาพ พูดอีกอย่างก็คือ เราจะต้องมองว่าการสอนส่วนตัวระยะยาวและการประกาศส่วนตัวเป็นส่วนประกอบที่เชื่อมต่อกันในแผนพันธกิจที่ครบวงจรและมีจุดมุ่งหมาย การสร้างสาวกคือลำดับความสำคัญสูงสุดในการทำพันธกิจของเรา แต่มันต้องอาศัยการอุทิศตัวระยะยาวให้แก่กระบวนการฝึก ในที่สุดแล้ว โดยวิถีชีวิตแบบพระคัมภีร์ใหม่นี้ การสร้างสาวกก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมชาติเหมือนการอธิษฐาน แล้วกิจการ 1:8 กับมัทธิว 28:19 ก็จะเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ในฐานะชีวิตคริสเตียนตามปกติการทดสอบภาคสนามเป็นเวลาหลายปีได้สอนเราว่า มิตรภาพแบบคริสเตียนและการสร้างสาวกควรเริ่มต้นทันทีที่ผู้เชื่อใหม่ตัดสินใจรับพระคริสต์ ในการศึกษางานสำคัญชิ้นหนึ่ง คริสตจักรแห่งหนึ่งได้เรียนรู้ว่าทำไมสมาชิกใหม่ของพวกเขา 90 เปอร์เซนต์จึงสามารถผ่านกระบวนการสร้างสาวกที่ใช้เวลาหลายเดือนได้อย่างประสบความสำเร็จ พวกเขาบอกว่าสาเหตุหลักแห่งความสำเร็จของพวกเขาเป็นเพราะผู้สร้างสาวกที่ผ่านการฝึกมาแล้วไปรับหน้าที่ดูแลผู้เชื่อใหม่ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากพวกเขาได้ตัดสินใจฝ่ายจิตวิญญาณ ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการติดตามผลผู้เชื่อใหม่ให้รู้จักความจริงคริสตจักรที่ใส่ใจหลายแห่งกำลังตั้งอกตั้งใจพยายามปกป้องสมาชิกใหม่ของพวกเขา เพราะคนเหล่านั้นต้องเผชิญกับการล่อลวงทางโลกและสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจมากมาย ซึ่งมักจะคอยกัดกร่อนการอุทิศตัวฝ่ายจิตวิญญาณ คำอุปมาเรื่องดินสี่ชนิดของพระเยซูได้แสดงให้เห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

“บ้างก็ตกกลางต้นหนาม ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย จึงไม่เกิดผล” (มาระโก 4:7)

ตามคำเรียกในปัจจุบัน การสร้างสาวกส่วนตัวคือหัวใจของกระบวนการนำสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรอย่างมีประสิทธิภาพมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางของพี่เลี้ยง-น้องเลี้ยงแต่ละคู่จะทำหน้าที่เหมือนครูที่ชี้ทางไปสู่พันธกิจการฝึกและการให้การศึกษาอีกหลายอย่างในคริสตจักรเมื่อคริสต์ศาสนากอบกู้หลักการแห่งการสังเกตโดยอาศัยความสัมพันธ์ (1 โครินธ์ 11:1) ให้กลับคืนมาสู่ความสำคัญตามเดิมของมัน พระเจ้าก็กำลังสร้างพยานรุ่นใหม่ที่ได้รับการฝึกให้มีวิถีชีวิตแห่งการรับใช้ ลูกา 10:2 กล่าวว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมาก แต่คนงานยังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนาให้ส่งคนงาน มาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์” ความท้าทายของเราในฐานะคริสเตียนคือ การดำเนินชีวิตโดยความเชื่อและไว้วางใจว่าพระเจ้าจะทรงบรรลุวัตถุประสงค์ตามอำานาจสิทธิขาดของพระองค์เมื่อพระองค์ทรงตอบคำอธิษฐานของเรา ขอให้สมาชิกคริสตจักรของคุณรับนิมิตการทวีคูณที่มีประวัติอันยาวนานนี้ และกลายเป็น “เกลือ” และ “แสงสว่าง” อย่างแท้จริงในขอบเขตอิทธิพลฝ่ายจิตวิญญาณของเขา องค์การอินเตอร์เนชันแนล อีแวนเจลิซึมขอร่วมนิมิตพระมหาบัญชานี้กับคุณ

“เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเราจงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:19-20)

โปรดคลิกที่ วิธีดำเนินการ เพื่อเรียนรู้วิธีดำเนินการ “ปฏิบัติการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ” ที่คริสตจักรของคุณ