ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

นิมิตการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ
ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านี้จะถูกประกาศไปทั่วโลก
ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง

(มัทธิว 24:14)
เมื่อหลายปีก่อนในบ่ายที่อากาศสดใสที่รัฐฟลอริดาผมได้ยินถ้อยคำที่น่ากลัวและลืมไม่ลงจากผู้รับใช้อีแวนเจลิอล
ชั้นนำชาวอังกฤษซึ่งกล่าวว่า “ฟังคำพูดของผมให้ดีนะครับคริสเตียนในอเมริกาเหนือโบสถ์ใหญ่ๆของพวกท่านจะ
ว่างเปล่าเหมือนวิหารใหญ่ๆบนเกาะอังกฤษภายในช่วงเวลายี่สิบห้าถึงห้าสิบปีถ้าท่านไม่เปลี่ยนวิธีการของท่าน”
ผู้รับใช้ที่มีชื่อเสียงคนนี้พูดด้วยความเชื่อมั่นเหมือนผู้เผยพระวจนะ แต่ก็ถ่อมใจอย่างคนที่ได้รับการหล่อหลอม
จากการทำงานรับใช้พระเจ้ามานานหลายปี
วิธีการแบบเดิมของเรา
หลังจากฟังศิษยาภิบาลชาวอังกฤษคนนี้พูด ผมก็ตัดสินใจค้นคว้าสิ่งที่เขากล่าวอ้างหลายปีต่อจากนั้นผมได้ใช้
เวลามากพอสมควรในอังกฤษและในยุโรปและเรียนรู้ที่จะชื่นชมสติปัญญาในถ้อยคำของเขา ผมได้พบความ
คล้ายคลึงกันอย่างชัดเจนระหว่างความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณที่ถดถอยลงและจำนวนสมาชิกคริสตจักรที่ลด
ลงบนเกาะอังกฤษเมื่อหลายทศวรรษที่แล้ว กับสิ่งที่เรากำลังเห็นในคริสตจักรอเมริกาเหนือจำนวนมากใน
ปัจจุบัน เราต้องต่อสู้กับการล่อลวงให้เราพึ่งพาการให้บัพติศมาเด็กๆในคริสตจักรจนทำให้เราคิดว่าเราไม่มี
ภาระหน้าที่ต้องทำตามการทรงเรียกที่ใหญ่กว่านั้นคือการประกาศไปทั่วประเทศและทั่วโลก และเราต้องทบ
ทวนวิธีการประกาศของเราอย่างรอบคอบเพื่อดูว่ามันมีรากฐานมาจากประเพณีหรือมาจากพระคัมภีร์ การที่
เราพึ่งพาการประกาศโดยการบวกแทบจะเพียงอย่างเดียวนั้น ทำให้เราหวนระลึกถึงยุคที่ฝูงชนเบียดเสียดกัน
ฟังคำเทศนาอันคมคายของบรรดาผู้ยิ่งใหญ่อย่างเช่น ชาร์ลส์แฮ็ดดอนสเปอร์เจียนชาวอังกฤษคำสอนทาง
วิชาการของผู้นำคริสเตียนในระดับวิทยาลัยพระคริสตธรรม ยังคงมุ่งเน้นที่แนวคิดและความรู้ด้านศาสนศาสตร์
ขณะเดียวกันก็แทบจะมองข้ามคำสอนภาคปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีฝึกฆราวาสให้ทำงานรับใช้ไปเสียทั้งหมด ผลก็คือ
มีฆราวาสน้อยคนที่รู้วิธีประกาศเลี้ยงดูและสร้างคนอื่น และในเวลาที่อัตราการเกิดของโลกเพิ่มขึ้นรวดเร็วยิ่ง
กว่าเวลาไหนๆในประวัติศาสตร์ การหายไปของแนวคิดเรื่องการฝึกหัดในการเตรียมฆราวาสณระดับคริสตจักร
ท้องถิ่น ย่อมรับประกันว่าสมาชิกคริสตจักรจะลดลงอย่างน่าวิตกในระยะยาว
วันหนึ่งขณะที่ผมทำงานอยู่ในงานประกาศของบิลลี่เกรแฮมที่กรุงลอนดอน นักประกาศหนุ่มชั้นนำคนหนึ่งของ
อังกฤษเชิญผมไปทานอาหารกลางวันระหว่างทานอาหาร เราคุยกันเรื่องการประกาศในประเทศและคณะ

สังกัดของเราโดยเปรียบเทียบแนวทางและวิธีการต่างๆจากมุมมองแบบคณะแองกลิกันของเขากับภูมิหลังแบบ
เซาท์เธิร์นแบ๊พติสต์ของผม หลังจากชมเชยคณะสังกัดของผมอย่างมีไมตรีว่าเป็นคณะหนึ่งที่ประกาศมากที่สุด
ในโลกเขาก็ถามคำถามที่แทงใจที่สุดว่ามีฆราวาสแบ๊พติสต์กี่เปอร์เซ็นต์ที่นำคนอื่นมาหาพระเยซูคริสต์แบบเป็น
เรื่องปกติทุกๆปี ณจุดนั้นผมหวังว่าเขาจะถามเรื่องการที่เราถวายอย่างไม่อั้นเพื่อพันธกิจเรื่องการสัมมนาการ
ประกาศที่ได้รับความนิยมของเราหรือเรื่องงานประกาศระดับเมืองที่ประสบความสำเร็จของเรา แต่เขากลับถาม
คำถามที่ทำให้ผมรู้สึกขายหน้าที่สุด ผมจำต้องบอกเขาว่าแม้แต่ในปีที่ดีที่สุดของเราก็ยังมีฆราวาสและผู้รับใช้
เต็มเวลาที่นำคนอื่นมาพบความรอดโดยการรู้จักพระคริสต์รวมกันแล้วไม่ถึง5เปอร์เซ็นต์ เรามีคนงานที่ผ่านการ
ฝึกไม่พอจริงๆ เรามีกองทัพที่คนมากมายไม่ได้รับการฝึก พวกเขาเห็นด้วยเรื่องการประกาศแต่มีเพียงน้อยคน
ที่มีส่วนร่วมในความชื่นชมยินดีของการเก็บเกี่ยว ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากกำลังอธิษฐานเพื่อคนงานเหล่านี้
และพวกเขาชื่นชมสิ่งที่คนงานเหล่านี้กำลังทำและอาจช่วยจ่ายค่าแรงของคนงานด้วย แต่พวกเขาไม่รู้วิธีมีส่วน
ร่วมในการเก็บเกี่ยวเมื่อผมเดินทางไปรับใช้ในฐานะแขกรับเชิญของกลุ่มคริสเตียนมากมาย ผมได้พบว่านี่เป็น
ปัญหาที่แก้ไม่ตกของการประกาศทั่วโลกมีน้อยคนเกินไปที่กำลังทำงานประกาศทั้งที่มันเป็นงานซึ่งคนจำนวน
มากควรจะทำไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราทำให้ทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของเราสูญเปล่าและทรัพยากรนั้นก็
คือบรรดาฆราวาส เมื่อเราพึ่งพาแนวทางแบบเดิมๆซึ่งละเลยการติดตามผลส่วนตัวและไม่ใช้ประโยชน์จาก
ฆราวาสที่เป็นผู้ใหญ่เราก็ประสบปัญหาจากอัตราการลดจำนวนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าความพยายามในการประกาศ
แบบระยะสั้นของเราจะดูเหมือนประสบความสำเร็จสักแค่ไหนและเพราะปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขนี้ สมาชิก
ของเราหลายเปอร์เซ็นต์จึงเฉื่อยชาและอีกจำนวนมากก็หายไปเลย เห็นได้ชัดว่าผู้เชื่อใหม่ที่ไม่เคยเติบโตจะไม่มี
วันนำคนอื่นมาหาพระคริสต์ เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าศัตรูที่ทรหดที่สุดของการประกาศก็คืองานติดตามผลที่
วางแผนและดำเนินการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ผู้ฟังข่าวประเสริฐเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ
ปัญหาแท้จริงเกี่ยวกับการสร้างสาวกนั้นมีขอบเขตระดับนานาชาติและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่ออนาคตของ
คริสตจักร ภารกิจในการให้การศึกษาและกระตุ้นผู้นำคริสเตียนให้ฝึกฆราวาสให้มีวิถีชีวิตแห่งการรับใช้นั้นเป็น
เรื่องใหญ่เกินกว่าคณะสังกัดใดๆองค์กรใดๆหรือโครงการใดๆจะทำสำเร็จได้โดยลำพัง งานยิ่งใหญ่ระดับนี้ต้อง
อาศัยการร่วมแรงร่วมใจของคริสเตียนทั้งหมด และการย้อนกลับสู่หลักการในพระคัมภีร์ซึ่งคริสตจักรยุคแรกใช้
เนื่องจากการให้การศึกษาด้านศาสนศาสตร์คือตัวกำหนดแนวทางการประกาศและวิธีการทำงานดังนั้นมันจึงมี
ความรับผิดชอบหลักและมีหน้าที่หลักในการวางแนวทางการสร้างสาวกที่สมดุลปฏิบัติได้จริงและถูกต้องตาม
หลักพระคัมภีร์ ความจำเป็นนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพราะวิธีการซึ่งเราได้รับตกทอดมาตามธรรมเนียมนั้นไม่ได้ผล
จริงๆในแง่ของพระมหาบัญชา เราต้องเรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีตและเปิดใจยอมรับความจริงที่ว่าหลาย
ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคริสเตียนนั้นเวลานี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องได้ยินข่าวประเสริฐอีกครั้ง

วิธีการที่ดีที่สุดของบรรพบุรุษนักปฏิรูปของเรายังไม่ดีพอที่จะประคับประคองการประกาศจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่
คนอีกรุ่นหนึ่ง เราต้องดำเนินขั้นตอนยุทธศาสตร์ในคริสตจักรวิทยาลัยและพระคริสตธรรมต่างๆของเราเพื่อ
จะรับประกันว่าคริสเตียนยุคนี้จะได้รับการสั่งสอนให้รู้วิธีทำพันธกิจการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณอย่างมีคุณภาพ
เฮอร์เชล เอช.ฮ็อบส์กล่าวไว้อย่างชาญฉลาดว่า งานการประกาศยังไม่สำเร็จจนกว่าผู้ฟังข่าวประเสริฐจะกลาย
เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ประโยคนี้ขยายความได้ว่าถ้าจะให้กระบวนการสร้างสาวกสำเร็จครบถ้วน
คริสเตียนใหม่ทุกคนควรได้รับการฝึกให้เป็นคนกระตือรือร้นในการประกาศ กระบวนการฝึกหัดแบบครบวงจร
นี้ต้องอาศัยเวลา ความรัก วินัย และการสอนส่วนตัว งานสร้างสาวกที่เพิ่มเข้ามานี้คุ้มค่าอย่างยิ่งที่จะลงทุน
เพราะผลของมันจะคงอยู่และทวีคูณต่อไปภารกิจการประกาศอันยิ่งใหญ่ของคริสตจักรจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเรา
ปรับปรุงปรัชญาการทำพันธกิจให้ทันสมัยโดยการย้อนกลับไปพิจารณาหลักการต่างๆที่ได้เปิดเผยไว้ในพระราช
กิจของพระคริสต์พระกิตติคุณแสดงให้เราเห็นว่า พระเยซูทรงฝึกสาวกโดยความสัมพันธ์ก่อนจะประทานพระ
มหาบัญชาแก่พวกเขาการอยู่กับพระองค์เป็นวิธีการหลักที่พวกเขาได้เรียนรู้วิธีรับใช้ มาระโกบอกเราว่า
พระองค์จึงทรงแต่งตั้งสิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์ [เป็นกลุ่มคนที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต]เพื่อจะทรง
ใช้พวกเขาออกไปประกาศî (มาระโก 3:14)
การประกาศของเหล่าสาวกเกิดจากวิถีชีวิตที่ได้รับการฝึกฝนผ่านช่วงเวลาหลายชั่วโมงที่ได้อยู่กับพระเยซูพวก
เขาได้ฝึกหัดในสถานการณ์จริง พวกเขาเห็นการประกาศ การให้คำปรึกษา การเทศนา การสอน
และงานรับใช้อื่นๆทุกรูปแบบด้วยตาตนเอง แบบแผนของพระเยซูคือจงตามเรามาและเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้
หาคนดั่งหาปลา(มัทธิว4:19) พระองค์แสดงให้พวกเขาเห็นวิธีรับใช้ ตรงกันข้ามโดยทั่วไปแล้วพวกเราที่เป็น
ผู้นำคริสตจักรมักบอกคนอื่นว่า ทำไมพวกเขาจึงควรรับใช้แต่ไม่แสดงให้พวกเขาเห็นวิธีรับใช้ แน่นอนการ
เทศนาและการสอนที่ยอดเยี่ยมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่มันไม่สามารถมาแทนที่แนวคิดเรื่องการฝึกหัดที่พระ
คริสต์ทรงสำแดงให้เห็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคริสตจักรสมัยใหม่ ไม่เกี่ยวกับการเลิกเทศนาหรือเลิกสอนแต่
สิ่งจำเป็นจริงๆคือการรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องการฝึกหัดตามแบบพระคัมภีร์ใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ภายใต้การนำของ
ศิษยาภิบาลที่ทุ่มเทเพื่อแนวทางที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่นี้ สมาชิกคริสตจักรจะได้รับการฝึกและได้เห็นวิธีทำงาน
รับใช้ที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้สำเร็จ หากสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นการทวีคูณการประกาศอย่างกว้างขวางจะไม่
เกิดขึ้นในคริสตจักร และผู้เชื่อโดยเฉลี่ยจะไม่มีวันรู้จักความชื่นชมยินดีในการนำคนอื่นมาหาพระคริสต์
จริงจังกับพระบัญชาของพระเจ้า
ภาระใจของผมคือการเห็นแนวคิดเรื่องการทวีคูณสาวกได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาในคริสตจักรต่างๆของเราเพราะสิ่ง
นี้เท่านั้นที่มีศักยภาพในการนำพระกิตติคุณไปถึงชนทุกชาติทั่วโลกได้อย่างแท้จริง แนวทางปฏิบัติแบบระยะ

สั้นที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน มักจะก่อให้เกิดความรู้สึกผิดหวังและเหนื่อยล้าฝ่ายจิตวิญญาณในชีวิตของผู้ที่ทำงาน
รับใช้เนื่องจากไม่มียุทธศาสตร์ระยะยาว ศิษยาภิบาลและเจ้าหน้าที่มากมายจึงรู้สึกว่าตัวเองสาละวนอยู่กับ
กิจกรรมดีๆมากมายจนไม่ได้ทำสิ่งดีที่สุด เราไม่สามารถหาเวลาเพื่อจะฝึกผู้นำฆราวาสให้ทำงานรับใช้การ
ละเลยนี้ทำให้ศิษยาภิบาลและเจ้าหน้าที่ไม่มีฐานที่มั่นคงอันได้แก่ฆราวาสที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการร่วม
แรงทำพันธกิจต่างๆของคริสตจักรท้องถิ่นผลก็คือ เจ้าหน้าที่เต็มเวลาต้องทำพันธกิจการติดตามผล การให้คำ
ปรึกษา การเยี่ยมเยียนผู้ป่วยและการประกาศด้วยตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่
เนื่องจากผู้ทำงานรับใช้จำนวนมากรู้สึกว่าเวลาของตนมีค่าเกินกว่าจะไปลงมือฝึกผู้นำฆราวาสด้วยตัวเอง วงจร
ชั่วร้ายนี้จึงซ้ำรอยไปเรื่อยๆเรามักจะยุ่งจนไม่สามารถทำตามแบบอย่างของพระเยซู เราจำเป็นต้องเผชิญหน้า
กับความจริงที่ว่า พระเยซูทรงเปิดเผยแบบแผนการรับใช้ของพระองค์โดยการลงทุนเวลาสูงสุดในชีวิตของกลุ่ม
คนที่จะมีความรับผิดชอบสูงสุดในงานรับใช้ในอนาคตของคริสตจักร เช้าวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน
ซึ่งเป็นศิษยาภิบาลดูแลคริสตจักรใหญ่ที่สุดในเทศมณฑลของเขา หลังจากทำงานรับใช้ที่นั่นสามปีเขารู้สึกท้อใจ
และอยากย้ายไปทำงานคริสตจักรอื่น เขาขอให้ผมอธิษฐานกับเขาเรื่องนี้และขอให้ผมช่วยแนะนำเขาแก่คริสต
จักรอื่นถ้าผมรู้สึกว่าพระเจ้านำให้ผมทำอย่างนั้น ผมถามว่าเขาเคยพยายามแบ่งเวลาส่วนหนึ่ง ลงทุนในชีวิตของ
ฆราวาสคนสำคัญๆบางคนหรือไม่ เขาตอบว่าผมไม่มีฆราวาสที่สนใจแม้แต่คนเดียว ผมบอกเขาว่าผมแน่ใจว่า
ในคริสตจักรที่มีห้าร้อยคนจะต้องมีหลายคนอยากตอบสนองการท้าทายให้มารับการฝึกแบบตัวต่อตัวด้านการ
เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการประกาศ แล้วผมก็ถามเขาว่าทำไมเขาอยากลาออก สมาชิกของผมไม่อยู่ฝ่ายจิต
วิญญาณเขาตอบ จำนวนคนที่มาวันอาทิตย์ขึ้นๆลงๆตามสภาพอากาศและครูรวีของเราก็ไร้ความรับผิดชอบ
มากถึงขนาดไม่ยอมบอกนักเรียนว่าอาทิตย์นั้นเขาจะไม่มาสอน ถ้านั่นคือข้ออ้างที่จะลาออกจากคริสตจักรผม
บอกเขาศิษยาภิบาลในอเมริกาครึ่งหนึ่งก็คงมีเหตุผลที่จะลาออก ผมท้าทายเขาอีกครั้งให้เริ่มมองหาคนที่สัตย์
ซื่อเพื่อจะฝึกเขา หกสัปดาห์ต่อมาเขาโทรมาอีกครั้ง ผมคงไม่มีวันลืมน้ำเสียงกระตือรือร้นของเขาในวันนั้น
เขาตะโกนมาทางโทรศัพท์ว่าบิลลีสรรเสริญพระเจ้า ผมเจอสามคนผมนัดกับคนหนึ่งวันจันทร์ อีกคนวันอังคาร
และคนที่สามวันพฤหัส สองคนเป็นสมาชิกคริสตจักรผมและคนที่สามมาจากอีกคริสตจักรในเมือง ผมรู้จัก
ศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่เขาพูดถึงและแนะนำให้เพื่อนผมขออนุญาตเขาก่อนจะสร้างฆราวาสคนนั้น เขา
หัวเราะและพูดว่าผมคุยกับเขาแล้วและเขาบอกว่าถ้าผมฝึกอะไรเขาได้ก็เอาเขาไปเลย คุณยังอยากให้ผมแนะ
นำคุณให้คริสตจักรอื่นอยู่ไหม?ผมถามแน่นอนไม่อยากแล้วเขาตอบ ต่อให้คุณเอาชะแลงมางัดก็ย้ายผมออก
จากที่นี่ไม่ได้ เมื่อเราคุยกัน ผมก็ได้ทราบว่าชั้นรวีวารศึกษายังไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนคนมาคริสตจักรยังขึ้นๆ
ลงๆและสถานการณ์โดยรวมก็แทบไม่ต่างจากเดิม แล้วอะไรล่ะที่เปลี่ยนไป?เวลานี้สามคนดังกล่าวกำลังเข้า
เฝ้าพระเจ้าในการเฝ้าเดี่ยวทุกวัน พวกเขาท่องจำข้อพระคัมภีร์ จัดลำดับความสำคัญในชีวิตเสียใหม่และเริ่มเล่า
เรื่องความเชื่อของตนอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นวิถีชีวิต เพื่อนของผมลิงโลดเพราะเวลานี้เขารู้สึกอิ่มใจกับ

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเหล่านี้คนเหล่านี้คือ จุดเริ่มต้นยุคใหม่อันสดใสในงานรับใช้ของเขาโดยประสบการณ์
ครั้งนี้ เขาได้เรียนรู้วิธีลงทุนเวลาของเขาอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น
เมื่อเราไม่มีการฝึกคนด้วยการฝึกหัด เราก็ปล่อยให้ฆราวาสจำนวนมหาศาลไม่พบความอิ่มใจ เพราะของ
ประทานฝ่ายจิตวิญญาณของเขาไม่เคยได้รับการพัฒนาและไม่ได้นำมาใช้งาน คนเหล่านี้ไม่ได้รับยุทธศาสตร์ที่
ใช้งานได้สำหรับการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณส่วนตัวและการประกาศ พวกเขาจึงพอใจอยู่แค่การเป็นคริสเตียนที่
ไปโบสถ์แทนที่จะสร้างสาวก และในหลายๆกรณีพวกเขาก็ง่ายที่จะถูกคำสอนเท็จบางประเภทล่อลวงคือ
คำสอนที่หากินกับความไม่รู้พระคัมภีร์ของสมาชิก ที่มีเจตนาดีแต่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่และไม่เคยได้รับคำสอนที่ถูก
ต้องหรือการดูแลด้วยความรักจากคริสเตียนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ถ้าเรายอมเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนและฝึกพวกเขา
อย่างที่พระเยซูทำและปรารถนาจะเห็นคริสเตียนใหม่พัฒนาสู่ความสมบูรณ์ในพระคริสต์เหมือนอย่างที่เปาโล
และบารนาบัสทำ(กิจการ14:2123) คนรุ่นเราก็สามารถคาดหวังว่าจะได้เห็นการทวีคูณผู้เชื่อใหม่และคริสตจักร
ใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคแรกของคริสตจักร
ความรักนิมิตวินัยส่วนตัวและความตั้งใจที่จะยอมรับการตรวจสอบซึ่งกันและกันคือ ปัจจัยสำคัญยิ่งที่จำเป็น
สำหรับการมีวิถีชีวิตที่จะผลิตนักทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ การเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์จะยังไม่มาถึงจน
กว่าศิษยาภิบาลมิชชันนารีและผู้นำคริสเตียนอื่นๆจะจริงจังกับพระบัญชาของพระเจ้า ที่ให้เราฝึกประชากร
ของพระองค์สำหรับงานรับใช้ การเสด็จกลับมาของพระองค์ขึ้นอยู่กับการประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลก
(มัทธิว24:14) และการประกาศข่าวประเสริฐไปทั่วโลกขึ้นอยู่กับการฝึกธรรมิกชนของพระองค์ให้ทำงานรับใช้
ศิษยาภิบาลและฆราวาสทุกคนสามารถมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสถิติที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเรา
กำลังสูญเสียโลกไป เราคือผู้หล่อหลอมรากฐานของคริสตจักรในอนาคตเหมือนกับที่บรรดาผู้ปฏิรูปได้หล่อ
หลอมคริสตจักรที่เรารัก ในปัจจุบันความจริงอันน่าครั่นคร้ามก็คือพระเจ้าได้มอบชะตาฝ่ายจิตวิญญาณของคน
ทั้งโลกไว้ในมือเรา เราคงไม่กล้าล้มเหลวเรื่องนี้
บททดสอบเรื่องการเป็นผู้นำได้ถูกส่งต่อมาถึงคนรุ่นเรา และเราต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญเกี่ยวกับวิธีการเวลา
แต่ละปีที่ผ่านไปยิ่งทำให้การตัดสินใจอย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆเปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก
ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูคริสต์กำลังเพิ่มขึ้น เรากำลังอยู่บนทางแยกไม่ว่าที่ผ่านมาวิธีประกาศแบบบวกของเราจะดี
แค่ไหนมันก็ยังไม่ดีพอ โดยลำพังตัวมันเองมันก็ได้พิสูจน์แล้วว่ายังไม่ดีพอ สถานการณ์ในทุกวันนี้เรียกร้องให้เรา
มีวิสัยทัศน์ใหม่ และหวนกลับไปหาปรัชญาการทำพันธกิจแบบพระคัมภีร์ใหม่ที่ครอบคลุมครบถ้วนเราต้องใช้
ประโยชน์จากพลังแห่งการประกาศแบบทวีคูณ และทุ่มเทตัวเองเพื่อยุทธศาสตร์ระยะยาวในการฝึกประชากร
ของพระเจ้าทุกคนให้เป็นผู้สืบเชื้อสายฝ่ายจิตวิญญาณ เรามีพระวจนะของพระเจ้ามีพระวิญญาณบริสุทธิ์มี

ประวัติศาสตร์คริสตจักรยาวนานสองพันปี และมีสิทธิพิเศษที่จะอธิษฐานสิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่จะช่วยให้
เราตัดสินใจอย่างถูกต้อง ณขณะนี้ คุณต้องตัดสินใจ
จากคู่มือผู้นำสู่การเป็นผู้สร้างสาวก โดย ดร.บิลลี่แฮงค์ จูเนียร์

Comments

comments