คำพยาน ชาร์ลี โรบินสัน

“คำพยาน 2 ทิโมธี 2:2”
เมื่อผมมีอายุได้ 13 ปี ใน ค,ศ. 1963 ผมร่วมนมัสการ ในชั้นระวีวาระศึกษาใน รัฐเท็กซัสตอนใต้ ผมได้ยินพระกิตติคุณเป็น ครั้งแรก ผมไปกับลูกพี่ลูกน้องเพื่อเขาจะมี โอกาสนั่งใกล้กับผู้หญิงสาวที่เขาชอบ ในคืนนั้นผมรีบ ออกไปข้างหน้าที่ประชุม ท่านศิษยาภิบาลอธิษฐานกับผม ในวัน อาทิตย์ตอนเย็นต่อมา ผมก็รับบัพติศมา เวลานี้ผมอายุ 63 ปีแล้วยังจำรูปภาพวาด แม่น้ำจอร์แดนที่ติดข้างฝาผนังอ่างรับศีล บัพติศมา และจำได้กลิ่นคลอรีนจากน้ำใน อ่างได้ดี

ในขณะที่ศิษยาภิบาลช่วยดึงผมขึ้น จากอ่างรับบัพติศมาคำพูดของท่านในขณะ นั้นยังแว่วอยู่ในหูของผมจนถึงปัจจุบันนี้ “ชาร์ล ในวันหนึ่งข้างหน้าเธออาจจะหลง ไปไม่ติดตามพระเจ้า แต่พระองค์จะไม่ ทรงละทิ้งเธอ” หลังจากนั้นก็ได้รับการ ทัก ทายจากสุภาพบุรุษผู้ใจดีและได้ยื่นผ้าเช็ด ตัวให้ผมแต่ไม่ได้ให้พระคัมภีร์ผม แต่ผมคงไม่รู้วิธีใช้หากว่า ว่าจะมีใครเอา พระคัมภีร์ให้ผมสักเล่มหนึ่ง

ผมเริ่มต้นชีวิตคริสเตียนแบบเร่ร่อนในถิ่น ทุรกันดารแบบอดหยากพระคำของพระเจ้า เป็นเวลาถึง 12 ปี จนภายหลังผมได้รับ พระคัมภีร์เล่มแรกเป็นของขวัญจากคริสต-จักร ในปี 1967 เนื่องในโอกาสผมเรียน จบชั้นมัธยมปลายตลอดระยะเวลาที่ี่เรียนอยู่ในวิทยาลัยและในปีแรกๆของการเป็นครูฝึกกีฬาและสอนในโรงเรียนของรัฐบาลพระเจ้า ได้ทรงป้องกันผมไว้จากการตัดสินใจที่ผิดๆของตัวผมเองและเอามีแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่มีโอกาสหนึ่งขณะที่เรียนอยู่ในวิทยาลัย ผม ไดค้นดูพระคัมภีร์แต่ก็ก็ยังเกิดความสับสน ไม่่เข้าใจบางตอนในพระธรรมพงศาวดาร คืออ่านแล้วพระคัมภีร์ไม่ได้พูดกับผมอย่าง แจ่มแจ้ง อีกโอกาสหนึ่งคือผมได้ตื่นแต่เช้า เพื่อจะไปยังคริสตจักรท้องถิ่นที่ผมผ่านไป ผ่านมาทุกวันอาทิตยและอยากจะไปที่โบสถ์นั้น อย่างไรก็ตามผมไม่ได้ลงจากรถเชฟฯ รุ่นปี 62ของผมทั้งทีจอดอยู่ที่ลานจอดรถ แล้วแต่นั่งกลัวจนตัวแข็ง จนกระทั่งคนสุด ท้ายเดินเข้าโบสถ์แล้วเขาก็ปิดประตู ผมจำ ได้ว่าขับรถกลับบ้านด้วยความช้ำใจและโม-โหตัวเองไม่มีความกล้าพอที่จะเข้าไปเพราะ ความกลัวมากกว่าความอยากที่จะเข้าโบสถ์

เวลาผ่านมาอย่างรวดเร็วจนถึงปี 1976 ผมแต่งงานแล้ว มีลูกสาวเล็กๆคนหนึ่งและ เป็นผู้ฝึกทีมบาสเก็ตบอลล์ตัวแทนของมหา-วิทยาลัยรัฐบาลในโรงเรียนชั้นมัธยมปลายของรัฐบาลป้ายบอกคะแนนการแข่งขันเป็น พระเจ้าของผม สิ่งที่แน่นอนคืออะไรก็ตามที่ เป็นพระเจ้าของเราไม่สามารถทดแทนองค์พระเจ้าผู้เที่ยงแท้ได้โดยเฉพาะสิ่งนั้นคือป้าย บอกคะแนนการแข่งขันคืนหนึ่งหลังการแข่ง ขันจากพระเจ้าของผมทำให้ผมผิดหวังแต่ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยผมไว้ในขณะที่นั่งรถบัสเป็นระยะทางไกลเพื่อกลับบ้าน ผมจำเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่ผมได้ยินใน สมัยเป็นเด็ก คือเรื่องผู้เลี้ยงแกะทิ้งแกะ 99 ตัวไว้เพื่อตามหาแกะตัวหนึ่งที่หลงหายไป ในเวลานั้นเองผมจำคำพูดของนักเทศน์แก่ๆ เมื่อ 12 ปีก่อนว่า“ชาร์ลในวันหนึ่งข้างหน้า เธออาจจะหลงไปไม่ติดตามพระเจ้าแต่พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งเธอ ” ตั้งแต่วันนั้นมา การก้าวเดินก็เริ่มต้น ผมซื้อพระคัมภีร์ แจนิสภรรยาและผมเริ่มไปนมัสการพระเจ้าที่โบสถทางใต้ของแท็กซัส ปีแรกเราไป นมัสการอย่างเดียวเท่านั้นปีที่สองเราเข้าชั้น เรียนพระคัมภีร์ตอนเช้าหลังจากคนสอน

สัญญาว่าจะไม่ขอให้ผมอ่านพระคัมภีร์ออก เสียงดังๆและอธิษฐานในชีวิตของผมเจริญ เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่ไปโบสถ์เป็นส่วนมากในช่วงสองปีที่ไปโบสถ์ เป็นเวลาที่ เป็นพระพรมากแต่ไม่มีเพื่อนร่วมความเชื่อ เดินเคียงข้างหรือนำผมในการเดินทางกับ พระเจ้า จนทระทั้งปี 1977 มีคนจากวิท-ยาลัยคริสเตียนเล็กๆทางตอนกลางของเท็ก-ซัสโทรศัพท์ไปหาผมให้ผมไปสัมภาษณ์ เพื่อเป็นผู้ฝึกทีมบาสเก็ตบอลลในระหว่าง การสัมภาษณ์อธิการบดีถามผมว่า“ครูฝึก ครับกรุณาเล่าให้ผมฟังหน่อยว่าพระเยซูอยู่ที่ไหนในชีวิตของคุณในวันนี้” โอ้โฮ้!นี่เป็น การวางแนวทางชีวิตของผมในการเริ่มเป็น ครูฝึกในวิทยาลัยแห่งนั้นเป็นเวลาถึง 12 ปี ผมเข้าใจผู้บริหารวิทยาลัยของเราที่ได้ตระหนักว่าสิ่งใหนมีความสำคัญมากว่ากันส่วน ตัวผมเองต้องการเจริญเติบโตในการมี ความสัมพันธ์กับพระคริสต์แต่ผมไม่ทราบ ว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ขอบคุณพระ-เจ้าพระองค์ทรงทราบและทรงวางแนวทาง นั้นให้ผมเมื่อได้รับตำแหน่งผู้ฝึกเป็นทางการเราย้ายไปอยู่ในมณฑล(เค้าตี้)แบลลและ เสาะหาคริสตจักรที่เราจะเป็นสมาชิกประจำ

ในวันอาทิตย์แรกเราไปนมัสการโบสถ์หนึ่งในห้าโบสถ์ที่เราตั้งใจจะสมัครเป็นสมาชิก เมื่อนักเปียโนบรรเลงโน๊ตแรกของเพลงเชิญชวนมอบถวายตัวเราเดินออกจากม้านั่งไป หาศิษยาภิบาลและสมัครเป็นสมาชิก 36 ปีต่อมาเรายังนมัสการและทำงานรับใช้ที่ คริสตจักรแห่งนี้จนกระทั่งทุกวันนี้ หลังเลิก นมัสการแล้วสมาชิกทักทายต้อนรับในขณะ นั้นมีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งจับมือผมแนะนำตัวเองให้ผมรู้จักและเชื้อเชิญผมไปรับประทานอาหารเที่ยงกับเขาในสัปดาห์นั้นผมรับคำ เชิญหลังจากนั้น เราสั่งอาหารที่ร้านแห่ง หนึ่งในเมืองนั้นหลังจากสาวเสริฟจดราย การอาหารที่เราสั่งเธอก็เดินจากไป คนที่ เชิญผมจ้องผมหน้าแล้วพูดบางสิ่งบางอย่างที่มีผลต่อชีวิตผมเป็นเวลา 33 ปีเขายิ้มและ พูดว่า“ผมสร้างบ้านโดยอาชีพแต่สร้างคน โดยการทรงเรียกของพระเจ้าผมใคร่จะบอกส่งต่อให้คุณในสิ่งที่คนอื่นบอกผมเมื่อหลายปีก่อน”แล้ว อ้างพระธรรม 2ทิโมธี 2.2 อาจารย์เปาโลกล่าวไว้ดังนี้“จงมอบคำสอน เหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายคนไว้กับคนที่สัตย์ซื่อที่สามารถ สอนคนอื่นได้ด้วย”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเชื้อของพระคัมภีร์ข้อนี้ได้ฝังลึกในจิตและวิญญาณของผมแน่นอน ชีวิตหลายบทของผมที่ผ่านมาไม่สมบูรณ์ดี พร้อมทุกอย่างแต่พระธรรมข้อที่ฝังลึกเป็นที่ยึดเหนี่ยวในการดำเนินชีวิตในฐานะที่ผู้ฝึก เบสบอลล์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะบดี ฝ่ายนักศึกษารองอธิการบดีเป็นผู้รับใช้ใน คริสต์จักรท้องถิ่นปัจจุบันรับใช้งานของ สมาคมผู้ประกาศพระกิตติคุณนานาชาติ หลักการณ์ที่สำคัญประการหนึ่งในหลายๆ ประการของงานรับใช้“พระราชกิจหรืองาน รับใช้ชีวิตต่อชีวิต” หรือ “1 ต่อ 1 ในการ สร้างสาวก” หลักการในการสังเกตุการณ์ วิลเลี่ยมคนสร้างบ้านซึ่งเป็นคนสร้างสาวก ทำให้ผมมีโอกาสหลายอย่างในการติดตามเขาไปทำงานรับใช้ในการไปเยี่ยมคนป่วย ในโรงพยาบาล ในสถานที่พักฟื้นผู้สูงอายุ การประกาศพระกิตติคุณในสังคมของเขา หรือคนที่เคยไปเยี่ยมคริสตจักรของเราเมื่อ เร็วๆนี้ เขาชวนผมไปในการทำงานด้วย ความ พยายามของเขาเพื่อให้ผมเป็นเพื่อน เงียบๆในการอธิษฐานเขาไม่เคยให้ผมมี ส่วนร่วมในการเป็นพยานจนกว่าเขาแน่ใจ ว่าผมพร้อมและสะดวกใจที่จะทำ

เมื่อเราออกเยี่ยมเยียนเสร็จแล้วเราเดินทางกลับบ้านเขาจะให้ความมั่นใจแก่ผมและขอบคุณที่ผมสนับสนุนเขาด้วยการอธิษฐานผม เรียนรู้ที่จะเยี่ยมคนป่วยในโรงพยาบาลและผู้อาวุโสในสถานพยาบาลเยี่ยมนักโทษใน คุกเยี่ยมคนที่กำลังโศรกเศร้าเสียใจและทำ การประกาศพระกิตติคุณโดย“การคลุกคลี อยู่กับ”วิลเลี่ยมในขณะที่เขาทำพระราชกิจ หรืองานรับใช้ หลายปีต่อมาเมื่อผมเป็นเจ้า หน้าที่เต็มเวลาในคริสตจักรที่ผมเป็นสมาชิกพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเตรียมผมด้วยประสบ-การณ์หลายปีทั้งในห้องทดลองและที่มีการปฎิบัติจริงในการทำพระราชกิจหรืองานรับใช้ในพระนามของพระบิดาเจ้า พระบุตรเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์เจ้าถือเป็นพระพรอย่างยิ่งสำหรับผมที่มีประสบการณ์ส่วนตัว กับผู้เชื่อที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ อีกด้านหนึ่งที่สำคัญในการเดินทางกับวิล-เลี่ยมเกิดขึ้นจากการเดินทางไม่ไกลในงาน รับใช้หลายครั้งเราคุยกันในรถบรรทุกของ เขาผมถามหลายคำถามเขาอดทนตอบคำ-ถามของผม ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าคำถาม ของผมไม่มีคุณค่าพอที่จะตอบแต่เขาตอบคำถามโดยอ้างพระคัมภีรและละเว้นที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองเหตุการณ์ทำนองนี้ เกิดขึ้นบ่อยตอนดึกๆเมื่อลูกๆของเขาเข้านอนแล้วเรานั่งที่โต๊ะในห้องครัวพร้อมกาแฟ

หม้อหนึ่งและเปิดพระคัมภีร์อ่านผมเรียนรู้ที่จะใช้พระคัมภีร์ตอบคำถามจากพระคัมภีร์ อีกตอนหนึ่งรู้วิธีค้นคว้าอย่างลึกซึ้งตรวจดู ข้อความรอบๆข้อพระคัมภีรหรือรอบๆพระคัมภีร์ตอนนั้นรู้วิธีอ้างอิงตรงกันข้ามและตั้ง คำถามตรงเป้าหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ของพระคัมภีร์ในค่ำคืนเช่นนั้นเพิ่มพูนความรู้ที่หาค่าไม่ได้ในการพัฒนาด้านจิตวิญ-ญาณของผม ผมสามารถบรรยายได้อย่างยืดยาวแต่ผม จะสรุปด้วยสองสามย่อหน้า ในช่วง 36 ปีที่ผมติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าผมได้รับ พระพรมากมายจากคนของพระเจ้าทั้งหญิง และชายในคริสตจักรของผมในมหาวิทยา-ลัย และครอบครัวของผม ผมมีโอกาส มหัศจรรย์ หลายโอกาสในการเข้าอบรม และเพิ่มความรู้จากการสัมนาการประชุม การเข้าชั้นเรียนและทำงานรับใช้หลายอย่างด้วยความเพียรพยายามได้มีโอกาสร่วม งานกับคนที่ยิ่งใหญ่ทางด้านจิตวิญญาณ หลายคนมีโอกาสเรียกท่านเหล่านั้นว่ามิตรสหายและผู้ร่วมทำงานด้วยกัน…แต่การเดินทางของผมจนถึงวันนี้นอกจากความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าและภรรยาของผมและลูกสาวและครอบครัวของเธอนอกนั้นไม่มีอะไรที่มีอิทธิพลมากกว่าและได้รับการเสริมกำลัง มากกว่าการร่วมเดินทางกับ“บิดา”ทางจิต-วิญญาณของผมคือ วิลเลี่ยม ทอมสัน

คนสร้างบ้านและสร้างสาวก ก่อนจบทำให้ผมคิดถึงการที่มีโอกาสพบกับวิลเลี่ยมครั้งแรกในร้านอาหารเมื่อสามสิบ กว่าปีก่อนเมื่อเขายิ้มและพูดว่า“ผมใคร่จะ มอบความรับผิดชอบให้คุณเหมือนที่คนอื่น มอบให้ผม ดังนั้นคุณก็จะทำเช่นเดียวกัน” ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่ามีความหมายอะไร ผมกำลังเดินทางค้นหาว่าที่เขาพูดหมาย ความว่าอะไรและเขากำลังพาผมไปที่ไหน ผมกำลังอยู่ในช่วงที่สี่ของชีวิตต้องการดำ-เนินชีวิตที่มีความปรารถนาจะให้จบลงด้วยดี และมีใจขว้างขวางในการแบ่งปันเหมือน ที่ผมได้รับการแบ่งปันมาก่อน
ข้อความต่อไปนี้เป็นบทเพลงซึ่งเพื่อนคนหนึ่งของผมเป็นคนแต่งเมื่อหลายปีก่อน เมื่อเขาได้ยินผมเป็นพยานกับกลุ่มของ มัคนายกทางตอนเหนือของเท็กซัสในการ ถอยหลังสู่ธรรมเรานำการประชุมในหัวข้อ ว่า“คณะมัคนายกเป็นสาวกด้วยเช่นกัน”….ข้อความดังกล่าวเป็นการสรุปเรื่องครูฝึกแก่ๆนี้.

“โต๊ะอาหารในครัว”
เรานั่งที่โต๊ะในห้องครัว
เขาอธิษฐานแล้วเปิดพระคัมภีร์
เขามองผมและรู้ว่าผมมีปัญหา
เขายิ้มและพูดว่า “ดูในพระคัมภีร์”
เขาใช้เวลาตอบคำถามของผม
บางครั้งเขาพูดว่า “ผมตอบไม่ได้” เขาพูดถึงความรักและการอภัยโทษของ พระเจ้า
และชีวิตของเขาได้เปลี่ยนแปลงมานานแล้ว

ผมได้รับการเลี้ยงดูจากโต๊ะในห้องครัว จากโต๊ะนั้นผมได้รับพระพรและการเลี้ยงดู ผมเรียนรู้ความจริงและค่าของพระกิตติคุณ และพระราชกิจและคำสอนของพระเยซู
ที่โต๊ะนั้นชีวิตผมได้รับการเปลี่ยนแปลง จากเพื่อนผู้รักพระเจ้าเพียงพอที่จะแบ่งปัน ขั้นแรกเขาช่วยให้ผมคลานและยืนขึ้น สรรเสริญพระเจ้าสำหรับโต๊ะตัวนั้นและการที่เราใช้เวลาที่นั่น
ปัจจุบันนี้มีโต๊ะในบ้านของผม ทุกวันนี้มีคนร่วมสนทนากับผมที่โต๊ะนั้น …มีโต๊ะที่บ้านของท่านหรือเปล่า?
นอกจากอาหารแล้วท่านแบ่งปันอะไร
มีโต๊ะที่บ้านของท่านหรือเปล่า?
สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ที่โต๊ะนั้น

ขอพระพรและความรักของพระเจ้าจงอยู่กับท่านในขณะที่เราเดินทางต่อไปเพื่ออบรม คริสเตียนให้เป็นสาวกที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ ให้เขาเจริญขึ้นในพระคุณและมีพลัง ในการสร้างผู้เชื่อที่เข้มแข็งจากสหายและผู้ร่วมงานของท่าน

Charlie Robinson 01

 

 

 

 

 

ชาร์ลี โรบินสัน

สมาคมประกาศพระกิตติคุณนานาชาติ

2 ทิโมธี 2.2

มือถือ (254) 541-7730

ข้อสังเกตุ :วิลเลี่ยม ทอมสัน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รถชนกัน เมื่อ 20 ปีก่อนและผลงานจาก ชีวิตของเขายังอยู่ในคนเหล่านั้นที่เขาลงทุน ทุ่มเทสร้างชีวิตคนที่สัตย์ซื่อเหล่านั้น ผมเชื่อ ว่า เอเวอรี่ วิลลิส ผู้เขียนเรื่อง “เจ้านายชีวิต” เป็นผู้ตั้งคำถามว่า
“อะไรจะได้ผลมากกว่ากันในการเก็บผล แอปเปิ้ลใส่ตระกร้าแต่ละวันหรือการปลูก ต้นแอปเปิ้ล?”
อะไรจะได้ผลกว่ากัน…………………………..
การประกาศพระกิตติคุณ………………….
หรือ การสร้างผู้ประกาศพระกิตติคุณ?

Comments

comments