คำถามคำตอบเกี่ยวกับการสร้างสาวก

ในหลักสูตรสู่การเป็นผู้สร้างสาวก

 

ถาม   จำเป็นไหมที่ผู้สร้างสาวกจะต้องเรียนจบทั้งสองภาคเรียน   เพื่อจะเป็นผู้สร้างสาวกที่ผ่านการรับรอง

ตอบจำเป็น” ถ้าไม่ได้เรียนทั้งสองภาคเรียน พวกเขาจะไม่ได้รับการฝึกที่ครบถ้วนเพื่อจะไปฝึกทิโมธีของ พวกเขาให้เป็นผู้สร้างสาวกทวีคูณที่มีประสิทธิภาพ

 

ถาม ทำไมการฝึกแบบตัวต่อตัว จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสอนกลุ่มย่อย สู่การเป็นผู้สร้างสาวก ภาคปฏิบัติ?

ตอบ รูปแบบที่รวมการสอนและการฝึกไว้ด้วยกันนี้มีความจำเป็น เนื่องจากเราตระหนักว่าสมาชิกคริสตจักร จำนวนมากในปัจจุบันยังไม่ได้ฝึกทักษะการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองอย่างเพียงพอ นี่คือสาเหตุที่การฝึก แบบชีวิตสัมผัสชีวิตโดยความช่วยเหลือของเพื่อนมีความจำเป็น ก่อนที่การฝึกสร้างสาวกอย่างมีประสิทธิภาพ จะเริ่มต้นขึ้นได้ในคริสตจักรส่วนใหญ่ ทักษะการรับใช้อย่างเช่นการเฝ้าเดี่ยวประจำวัน การท่องจำข้อพระคัมภีร์ การเป็นพยาน และการสร้างสาวก ล้วนต้องอาศัยเวลาในการฝึก นี่คือเหตุผลว่าทำไมจึงจำเป็นต้องใช้เวลา 24 สัปดาห์ในกลุ่มย่อยและการสอนแบบชีวิตสัมผัสชีวิต

 

ความเข้าใจด้านการรับใช้:

เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าการพบกันเป็นประจำสามสี่เดือนเพื่อฝึกและหนุนใจซึ่งกันและกันนั้นมีประโยชน์ฝ่ายจิตวิญญาณสำหรับผู้สร้างสาวกสองคนที่อยู่ระหว่างการฝึกชั่วโมงการฝึกเหล่านี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมหลักสูตรมีโอกาสฝึกวินัยฝ่ายจิต- วิญญาณขั้นพื้นฐานประสบการณ์แบบ“เหล็กลับเหล็กให้คม…”เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการที่ผู้สร้างสาวกจะเป็นแบบ- อย่างทักษะการรับใช้ที่จำเป็นระหว่างที่เขาฝึกคนผ่านความสัมพันธ์ คงจะเป็นตัวอย่างอันน่าเศร้า ถ้าคริสเตียนคน หนึ่งพยายามฝึกผู้เชื่อใหม่ให้มีวินัยแบบที่เขาเองไม่เคยฝึก สุดท้ายแบบอย่างที่ไม่เต็มใจทำก็จะส่งผลเป็นความตั้งใจ แบบครึ่งๆ กลางๆ เหตุผลสำคัญสำหรับการฝึกแบบชีวิตสัมผัสชีวิตคือ มันมีความโปร่งใสโดยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วย “กรอง” สมาชิกที่ไม่พร้อมสำหรับพันธกิจการสร้างสาวกส่วนตัว

 

ถาม เมื่อผู้สร้างสาวกที่ผ่านการฝึกของเราเริ่มฝึกผู้เชื่อใหม่และสมาชิกใหม่ เขาจะต้องใช้เวลากี่สัปดาห์จึงเสร็จสิ้น กระบวนการสร้างสาวก?

ตอบ  บทเรียน “สู่ความชื่นชมยินดี สามารถจบได้ภายใน 7 คาบเรียนและบทเรียนสู่การเติบโต จบได้ใน 11คาบเรียนแต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เนื่องจากความไม่ลงตัวต่างๆที่เกิดขึ้นโดยมีเหตุอันควรตามปกติ 18 คาบเรียนนี้มักจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน และเนื่องจากสมาชิกใหม่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฝ่ายจิตวิญญาณเร็วช้าไม่เท่ากัน เราจึงไม่กำหนดเวลาไว้ว่าพวกเขาจะต้องเรียนจบภายในกี่เดือนกี่สัปดาห์ ความเร็วไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการสร้างสาวก แต่การทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นี่คือ สาเหตุที่พันธกิจการสร้างสาวกของสมาชิกใหม่แต่ละคนควรเริ่มขึ้นทันทีที่พวกเขาได้รับการฝึก หลักการ ของพระคัมภีร์คือ ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ ก็จงให้เปล่าๆ

 

ถาม หลังจากผู้เชื่อใหม่และสมาชิกใหม่เรียนจบ 7 คาบเรียนของ “สู่ความชื่นชมยินดีและ 11 คาบเรียนของ สู่การเติบโต แล้ว พวกเขาพร้อมจะเริ่มสร้างคนอื่นหรือยัง?

ตอบ พร้อมแล้ว”ให้คุณสั่งชุดบทเรียนสำหรับผู้สร้างสาวกที่จบการศึกษาแล้วให้พวกเขา และอธิบายว่า คู่มือผู้สร้างสาวก ใช้งานอย่างไร

 

ถาม  การฝึกตัวต่อตัวประจำสัปดาห์แต่ละครั้งใช้เวลานานแค่ไหน?

ตอบปกติแล้วจะไม่เกิน1ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณ ของผู้รับการฝึกแต่ละคน ขอให้จำไว้ว่าคุณกำลังสร้างมิตรภาพที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางดังนั้นให้คุณต่อสู้กับ การทดลองที่ล่อลวงให้คุณเร่งรีบ ให้คุณใจเย็นๆทุ่มเทอธิษฐานและเพลิดเพลินกับการสามัคคีธรรมประจำ สัปดาห์และการเรียนด้วยกัน การมีเวลาจบที่ยืดหยุ่นได้นั้นมีประโยชน์

 

ถาม  งานรับใช้ของผู้ประสานงานสำคัญแค่ไหน?

ตอบ  เป็นเรื่องยากที่จะให้ราคาเกินจริงแก่ความสำคัญของ

– การทุ่มเทอธิษฐานและเลือกผู้สร้างสาวกที่เหมาะสมมาฝึกสมาชิกใหม่

– การมอบหมายงานเหล่านี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

– การดูแลกระบวนการมอบหมายนี้ให้ดำเนินต่อไปเป็นปี ๆ

 

ถาม  อะไรคือส่วนประกอบสำคัญที่สุดในกระบวนการฝึกของหลักสูตร  สู่การเป็นผู้สร้างสาวก?

ตอบ ผู้สร้างสาวกแต่ละคนต้องตระหนักว่าสงครามเพื่อการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณจะชนะหรือแพ้ ก็ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจอย่างเจาะจงทุกวัน ที่จะอธิษฐานขอโอกาสเป็นพยานนี่อาจจะเป็นวินัยการรับใช้ที่สำคัญที่สุดที่คุณ สามารถเป็นแบบอย่างแก่ผู้เชื่อใหม่ 1ทิโมธี4:7 กล่าวว่าจงฝึกตนในทางพระเจ้านี่คือการตัดสินใจประจำวันที่ มีแต่คุณเท่านั้นสามารถทำได้ ขอให้คุณใคร่ครวญคำอุปมาเรื่องดินสี่ชนิดใน มาระโก4:1-20 ขอให้สังเกตว่ามีดิน สี่ชนิดซึ่งหมายถึงลักษณะการเปิดรับพระวจนะของพระเจ้า ดินชนิดที่หนึ่ง สอง และสามไม่เกิดผลและไม่ทวีคูณ อย่างไรก็ตาม เมล็ดที่ตกสู่ดินชนิดที่สี่ ไม่เพียงเติบโตเท่านั้นแต่มันยังให้ผลผลิตด้วย และทวีคูณสามสิบเท่า หกสิบเท่า หรือแม้กระทั่งร้อยเท่า

ลองพิจารณาเมล็ดในดินชนิดที่สามสิครับพระเยซูบอกว่าอะไรขัดขวางไม่ให้มันเติบโตและทวีคูณ? ในมาระโก4:18 พระองค์ให้คำตอบไว้การวินิจฉัยโรคฝ่ายจิตวิญญาณของพระองค์อธิบายว่า ทำไมคริสตจักร มากมายเหลือเกินจึงอยู่ในสภาพอุ่นๆและถดถอยฝ่ายจิตวิญญาณ พระองค์ตรัสว่าส่วนพืชที่หว่านลงกลาง หนามนั้นได้แก่คนที่ได้ยินพระวจนะแล้วความกังวลของโลกและความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา และรัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล

 

บนเส้นทางชีวิตคริสเตียนของคุณณจุดนี้ คุณอาจอยู่ตรงจุดที่พระเจ้าต้องการให้คุณเป็นในฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ถ้าไม่ใช่ คุณพร้อมจะยอมรับกับตัวเองหรือไม่? อย่าพอใจเพียงแค่ความทุ่มเทแบบไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พระเจ้าต้องการให้คุณได้รับสิ่งที่ดีกว่าชีวิตแบบอุ่นๆ หลายเท่า

 

พระคัมภีร์กล่าวว่าขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เรายังคงวิ่งแข่งด้วยความ ทรหดอดทนในการแข่งขันที่อยู่ข้างหน้าเราโดยจับตามองที่พระเยซูผู้เบิกทางความเชื่อ และผู้ทรงทำให้ ความเชื่อนั้นสมบูรณ์พระองค์ทรงสู้ทนต่อกางเขนเพื่อความยินดีที่อยู่ต่อหน้าพระองค์ ทรงถือว่าความ อับอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ประทับเบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า(ฮีบรู12:1,2) พระองค์ต้อง การสร้างคุณให้เป็นคริสเตียนที่มีวินัยต่อตัวเองและมีประสิทธิภาพอย่างสูง เมื่อคุณคิดถึงผลที่พระองค์ ต้องการสร้างขึ้นในชีวิตของคุณคือ ความรัก… ความยินดี… สันติสุข… ความอดทน… ความกรุณา… ความดี…ความซื่อสัตย์…ความสุภาพอ่อนโยน…การรู้จักบังคับตนบวกด้วยความชื่นชมยินดีในการนำคนอื่น มาหาพระคริสต์ ใครล่ะจะอยากได้อะไรที่ด้อยไปกว่านี้

 

ขอให้คุณหยุดสักครู่ตรงนี้ และใช้เวลาสองสามนาทีอธิษฐานในใจทูลขอพระเจ้าช่วย ให้คุณมองเห็นสิ่งใด ก็ตามที่ขัดขวางการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณของคุณและอธิษฐาน ขอพระองค์ประทานความเชื่อและความตั้ง ใจแน่วแน่ที่จำเป็นต่อการขจัดสิ่งนั้นออกไป

 

บางครั้งเราอาจรู้สึกว่า การเห็นด้วยกับคำสอนในพระคัมภีร์นั้นมีค่าเท่ากับการเชื่อฟัง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำ ให้ความเชื่อคริสเตียนเกิดผลคุ้มค่าในชีวิตส่วนตัวคือ การยอมให้พระเจ้าประยุกต์ใช้ความจริงของพระองค์ใน สถานการณ์ประจำวันของเราอย่างเจาะจง บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราหยุดอยู่แค่การเข้าใจแนวคิด แทนที่จะเพียร พยายามประยุกต์ใช้ในชีวิตส่วนตัวด้วยเหตุผลหลายประการ เรามีแนวโน้มที่จะป้องกันตัวเองจากความเปลี่ยน แปลงอย่างไรก็ตามการให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงเราเป็นเหมือนพระฉายของพระคริสต์คือหัวใจแห่งการเป็นสาวก ของพระองค์ดังนั้นคุณสามารถคาดหวังการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อคุณใช้เวลาอย่างมีคุณภาพในการ ศึกษาพระวจนะกับเพื่อนร่วมทีม โดยการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณตัวคุณ เพื่อนร่วมทีมของคุณและทั้งคริสต- จักรของคุณจะสามารถมีอิทธิพลต่อเมืองของคุณ จังหวัดของคุณ และประเทศของคุณเพื่อพระคริสต์ได้ อย่าลืมรักษาความคงเส้นคงวาและให้แผนการของพระองค์เป็นที่หนึ่งในลำดับความสำคัญของคุณ พระเยซูตรัส ว่าแต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่ม เติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้ (มัทธิว 6:33)

 

การฝึกสามสี่เดือนต่อจากนี้จะไม่เพียงเตรียมคุณให้สามารถช่วยผู้เชื่อใหม่และสมาชิกใหม่ให้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เท่านั้น แต่คุณจะได้รับการเตรียมให้พร้อมสำหรับพันธกิจส่วนตัวที่มีประสิทธิภาพ และมีคุณค่าไปตลอดชีวิตด้วย