ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

ลีรอย ไอม์ส ผู้อำนวยการด้านพันธกิจสาธารณะขององค์การเนวิเกเตอร์ส ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่เขาเขียนมานานกว่าสี่สิบปีโดยประมาณ

 

ไอม์สเป็นวิทยากรที่ได้รับความนิยมและเกิดผลในการประชุมต่าง ๆ และเคยรับใช้ในคริสตจักร วิทยาลัยพระคริสตธรรม และโรงเรียนพระคัมภีร์ทั่วโลก เขาเป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับภาวะผู้นำคริสเตียน การดำเนินชีวิตคริสเตียน และการสร้างสาวก บทนี้ตัดตอนมาจากบทแรกของเขาในหนังสือเรื่อง The Lost Art of Disciple Making (ศิลปะการสร้างสาวกที่สูญหายไป) (Grand Rapids: Zondervan, 1978)

 

ของประทานอย่างหนึ่งของไอม์สคือความสามารถในการยกตัวอย่างให้เห็นภาพความจริงและแนวคิดต่าง ๆ ในพระคัมภีร์ด้วยตัวอย่างร่วมสมัยที่แจ่มชัดและสอดคล้องกับความเป็นจริง เรามักจะเรียกตัวอย่างเหล่านี้ว่า “เรื่องราวสงคราม” และไอม์ส – ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในเหล่านาวิกโยธินสหรัฐฯสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเคยทำพันธกิจกับเจ้าหน้าที่ในกองทัพอย่างเกิดผลเป็นเวลาหลายปีร่วมกับองค์การเนวิเกเตอร์ส – ก็มีเรื่องราวเหล่านี้อยู่มากมาย ในบทนี้มีเรื่องราวชั้นเยี่ยมที่บอกว่าการสร้างสาวกใช้ได้ผลจริง ๆ ในยุคของเรา สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของโจ จอห์นนี รอย และลีรอยเอง เป็นเรื่องที่ตราตรึงใจและท้าทายพวกเราทุกคน ดังนั้นให้เรารับการท้าทายและปวารณาตัวเพื่อจะมีวิธีการแบบนี้ในพันธกิจของเราเอง

 

วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากศิษยาภิบาลงานยุ่งคนหนึ่ง “เรามาเจอกันหน่อยได้ไหม” เขาถาม “ที่ไหนซักที่ หาเวลาซักช่วงมาคุยเรื่องการฝึกสมาชิกในคริสตจักรของผม” เขาเต็มใจจะบินไปที่ไหนก็ได้ในสหรัฐฯเพื่อจะพบผมและคุยเรื่องปัญหาของเขาสักครึ่งวันหรือราว ๆ นั้น เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ เราจึงนัดหมายเวลากัน

 

เมื่อเราใช้เวลาด้วยกัน ผมก็พบว่าสถานการณ์ของเขาค่อนข้างเหมือนแบบฉบับที่พบได้ทั่วไป เขาเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่เติบโต สุขภาพดี และประสบความสำเร็จอย่างมาก ผู้คนมาหาพระคริสต์ จำนวนผู้มานมัสการเพิ่มขึ้น และเขาต้องจัดนมัสการช่วงเช้าสองรอบ เห็นได้ชัดว่าพระเจ้ากำลังอวยพระพรคริสตจักรของเขาอย่างน่าอัศจรรย์ในหลายด้าน

 

แต่ศิษยาภิบาลคนนี้ก็มีปัญหา เขารู้ว่าถ้าเขาไม่ฝึกคนงานที่มีคุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณเหมาะสมขึ้นท่ามกลางชายและหญิงในคริสตจักรของเขา ผู้คนก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็นในช่วงเริ่มแรกของการเติบโตในฐานะคริสเตียน (การติดตามผลที่ดีพอ) และจะไม่พัฒนาไปเป็นสาวกที่แข็งแรงและแข็งแกร่งของพระเยซูคริสต์ และศิษยาภิบาลคนนี้ก็รู้ว่าเขาคือกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ กระบวนการทั้งหมดจำเป็นต้องเริ่มต้นจากเขา เขาไม่สามารถโยนให้ “แผนก” หนึ่งไปทำ หรือมอบหน้าที่ให้คนอื่นทำ ในฐานะผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณของคนเหล่านี้ เขาจำเป็นต้องเดินนำหน้าไป

 

เขายังมีปัญหาอีกอย่างคือ เขามีงานยุ่งอยู่แล้ว หลายสิ่งเรียกร้องความสนใจของเขา หลายคนเรียกร้องเวลาจากเขา เช่นเดียวกับศิษยาภิบาลอีกมากมาย เขาใช้เวลามากมายไปกับการดับไฟป่าในคริสตจักรของเขา เขาจัดการปัญหาหนึ่งได้ไม่ทันไร อีกปัญหาหนึ่งก็เกิดขึ้นมา

 

เขารู้สึกกลัวและอึดอัดใจ เพราะเขาใช้เวลามากเกินไปกับคนที่จดจ่ออยู่กับปัญหา พยายามระงับความไม่ลงรอย สร้างสันติระหว่างสมาชิก จัดการสถานการณ์ยาก ๆ ภายในครอบครัว และเรื่องอื่น ๆ อีกร้อยแปด

 

แต่เขามีความฝัน หลายครั้งเขาจะเข้าไปในห้องทำงาน ล็อคประตู และคิดถึงสถานการณ์ของเขาด้วยมุมมองใหม่ จะดีแค่ไหนนะ เขาคิดกับตัวเอง ถ้าผมมีชายและหญิงที่มีคุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณเหมาะสมสักกลุ่มหนึ่งซึ่งอุทิศตัวและเติบโตขึ้นเสมอ และสามารถช่วยรับมือปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณบางอย่างที่โผล่ขึ้นมาในคริสตจักรอยู่เรื่อย เขาหมายถึงกลุ่มคนที่รู้วิธีนำคนอื่นมาหาพระคริสต์ แล้วก็ดูแลคนนั้นตั้งแต่เวลาที่เขากลับใจมาเชื่อ และช่วยให้เขากลายเป็นสาวกที่มั่นคง อุทิศตัว ปวารณาตัว เกิดผล และเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อถึงเวลาก็จะสามารถใช้กระบวนการนี้ในชีวิตของอีกคนหนึ่งต่อไปได้

 

เขาจะยิ้มอยู่คนเดียวในห้องทำงาน เพราะความฝันของเขานั้นแจ่มชัดจนเขาแทบจะเอื้อมมือไปสัมผัสสิ่งที่เขานึกภาพได้ แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งกลับมาสู่ความเป็นจริงเพราะเสียงโทรศัพท์ ปัญหามาอีกแล้ว และเขาเป็นคนเดียวในคริสตจักรที่มีคุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณเหมาะสมและสามารถช่วยได้ เขาจึงวางความฝันไว้ก่อน หยิบพระคัมภีร์ และเดินออกจากห้องไป

 

สาวกปฏิบัติงาน

 

ให้เรามาดูอีกเหตุการณ์หนึ่ง สามีภรรยาสี่คู่มาพบกันเพื่อศึกษาพระคัมภีร์ในช่วงค่ำวันธรรมดา พวกเขามาพบปะกันได้ราวสี่เดือนแล้ว ตั้งแต่พวกเขาสามคู่กลับใจมาเชื่อพระคริสต์ ฆราวาสคนหนึ่งในคริสตจักรนำการศึกษาพระคัมภีร์นี้ และพวกเขากำลังสำรวมใจเพื่อจะเริ่มการอภิปรายที่มีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง แต่พอพวกเขาเริ่มต้นบทเรียน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

 

“โจอยู่ไหมครับ” โจเป็นคริสเตียนอายุสี่เดือนคนหนึ่ง

 

“อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้เขาไม่ว่าง เขากำลังศึกษาพระคัมภีร์น่ะค่ะ”

 

เสียงนั้นฟังดูสิ้นหวัง “ได้โปรดเถอะ ผมต้องคุยกับเขา”

 

“โอเคค่ะ”

 

โจมารับสายและฟัง “โอเค” เขาพูด “ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้แหละ”

 

โจกลับมาที่กลุ่มศึกษาพระคัมภีร์และอธิบาย หุ้นส่วนธุรกิจของเขาต้องการให้เขาไปหาเพื่อช่วยแก้ปัญหา มีเรื่องทะเลาะกันในครอบครัว และภรรยาของชายคนนั้นกำลังจะทิ้งเขาไป เรื่องยุ่งเหยิงทั้งหมดนี้คุกรุ่นมานานแล้ว และโจรู้สึกว่าเขาควรไปและทำสิ่งที่เขาพอจะทำได้

 

ผู้นำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์บอกว่า เขาคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง และขณะที่โจไป กลุ่มนี้ก็จะอธิษฐาน ดังนั้นโจ คริสเตียนอายุสี่เดือน จึงหยิบพระคัมภีร์และออกจากที่นั่นไปเพื่อช่วยรักษาชีวิตสมรสเอาไว้ การศึกษาพระคัมภีร์ได้เปลี่ยนเป็นการประชุมอธิษฐาน

 

เหตุการณ์นี้เป็นสถานการณ์จริงของผู้คนที่มีตัวตนจริง ผู้นำกลุ่มนั้นเล่าให้ผมฟังหลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสองสามวัน ในเวลานั้นเขายังไม่ได้ยินจากโจว่าการไปพบหุ้นส่วนธุรกิจในคืนนั้นเป็นอย่างไร หลังจากนั้นประมาณสามสัปดาห์ ผมได้พบผู้นำคนนั้นอีกครั้ง และได้ฟังข่าวที่ยอดเยี่ยมมาก พระเจ้าทรงใช้โจนำทั้งสามีและภรรยาคู่นั้นมาเชื่อพระคริสต์ เวลานี้เขากำลังอยู่ในกระบวนการนำสองคนนั้นศึกษาพระคัมภีร์

 

ทางด้านผู้นำคนนั้นก็เริ่มใช้เวลากับโจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อตอบคำถามบางข้อของเขา เพราะเวลานี้เขากับภรรยากำลังนำคริสเตียนใหม่ศึกษาพระวจนะของพระเจ้า ถึงแม้โจจะกระตือรือร้นในการศึกษาพระคัมภีร์มาตลอด แต่ตอนนี้เขายิ่งกระตือรือร้นมากขึ้น เขาต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก และเขาก็รู้ตัวดี ผู้นำคนนี้ยินดีเหลือเกินที่จะทำสิ่งที่เขาทำได้ เขามองเห็นได้ว่าพระเจ้ากำลังใช้ช่วงเวลานั้นเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาหยั่งลึก และทำให้ชีวิตของโจหยั่งลึกในพระเจ้า

 

นอกจากนั้นมันยังเป็นความท้าทายแก่สามีภรรยาคู่อื่น ๆ ในกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์ของโจ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พวกเขาว่า ไม่ช้าก็เร็วพระเจ้าจะประทานโอกาสให้พวกเขาบอกเล่าบางสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้แก่คนอื่น มันทำให้การศึกษาพระคัมภีร์นี้มีความหมายมากยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขา

 

เหตุการณ์แบบนั้น โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันไป กำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกในหลายสถานที่ทั่วโลก มันไม่ใช่อุบัติการณ์โดด ๆ ความจริงแล้วเรื่องของศิษยาภิบาลที่มาพบกับผม ซึ่งได้กล่าวถึงไปในช่วงต้นของบทนี้ ก็จบลงอย่างมีความสุข หลังจากวันนั้นเราได้ใช้เวลาพูดคุยกันเรื่องการติดตามผลและการฝึกคนงาน เขาก็กลับไปยังคริสตจักรของตนและเริ่มปฏิบัติตามหลักการต่าง ๆ ที่ผมแบ่งปันแก่เขาและสอนในบทนี้ ปัจจุบันมีสาวกและคนงานเกิดขึ้นมาจากพันธกิจของเขาอย่างสม่ำเสมอเหมือนกระแสน้ำ และมีอิทธิพลในการนำคนในละแวกบ้านและมิตรสหายมาเชื่อพระคริสต์ พระเจ้ากำลังใช้คนเหล่านี้จากคริสตจักรของเขาให้นำคนอื่นมาเชื่อพระคริสต์ จากนั้นก็ช่วยให้ผู้เชื่อใหม่เหล่านั้นทำกระบวนการนี้ซ้ำต่อไป

 

ที่ผ่านมาแนวคิดเรื่องการทวีคูณสาวกนี้ไม่ได้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน มีช่วงหนึ่งซึ่งความจริงแล้วก็ยังไม่นานมาก ที่มีน้อยคนทำสิ่งนี้ แต่ปัจจุบันมีคนกลับมาสู่กระบวนการตามหลักพระคัมภีร์แบบนี้มากยิ่งขึ้น

 

องค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของความช่วยเหลือส่วนตัว

 

ไม่นานหลังจากผมและเวอร์จิเนีย ภรรยาของผม มาเป็นคริสเตียน เราได้พบวอลดรอน สก็อตต์ ชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเราซึ่งให้ความใส่ใจเราเป็นส่วนตัว เขาเคยได้รับความช่วยเหลือเรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียนจากเพื่อนทหาร ระหว่างประจำการอยู่บนเกาะกวมกับกองทัพอากาศในสงครามโลกครั้งที่ 2 เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันในมหาวิทยาลัย และเขามาบ้านเราสัปดาห์ละครั้งหรือราว ๆ นั้น เพื่อแบ่งปันความจริงฝ่ายจิตวิญญาณกับเรา และช่วยเราในการเติบโต

 

เขาเริ่มทำงานกับเราจริง ๆ ในวันที่ผมถามเขาว่า ทำไมชีวิตคริสเตียนของเราจึงดูเหมือนจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ทำไมเขาจึงเป็นอย่างที่เขาเป็น และทำไมผมกับเวอร์จิเนียจึงเป็นอย่างที่เราเป็น เขาสามารถยกข้อพระคัมภีร์ เขาจะเล่าค่อนข้างเป็นประจำว่าพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเขา ดูเหมือนเขาจะรู้พระคัมภีร์เป็นอย่างดี

 

คืนนั้นเขามาที่บ้านเรา และถามคำถามผมบางข้อ ผมอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำหรือเปล่า ไม่ แทบจะไม่ได้อ่านเลย ผมศึกษาพระคัมภีร์หรือเปล่า ไม่อีกเช่นเคย ผมท่องจำข้อพระคัมภีร์หรือเปล่า ฮ่า เสร็จผมล่ะ อาทิตย์ที่ผ่านมาศิษยาภิบาลของเราเทศนาเรื่องมัทธิว 6:33 และผมประทับใจพระคัมภีร์ข้อนี้มากจนผมเอามาท่องจำที่บ้าน

 

“เยี่ยม” สก็อตตี้พูด “ท่องให้ผมฝังหน่อยสิ เรามาลองฟังดู”

 

ผมจำข้อความไม่ได้ เวลานั้นผมได้รู้ตัวว่ามีบางสิ่งขาดหายไปในระบบความจำพระคัมภีร์ของผม

 

แล้วเขาก็ถามว่า “คุณอธิษฐานไหม”

 

“เอ่อ อธิษฐาน” ผมตอบเขา “เวลาทานอาหาร ผมจะอธิษฐานตามที่ผมท่องจำไว้” ตอนนั้นเราเพิ่งนั่งลงเพื่อจะทานของว่าง ผมจึงกล่าวคำอธิษฐาน “โปรดอวยพรอาหารซึ่งเราจะรับประทานให้เป็นประโยชน์ต่อเรา เพื่อเห็นแก่พระเยซู อาเมน”

 

ระหว่างการพูดคุยในค่ำวันนั้น เราก็ได้เห็นชัดเจนว่าการอธิษฐานมีอะไรมากกว่านั้น เขาเสนอตัวว่าจะมาพบผมกับภรรยา และแบ่งปันบางสิ่งที่เคยช่วยเหลือเขา พวกเราเองก็กระตือรือร้นที่จะทำเช่นนั้น

 

เราเริ่มพบกัน สก็อตตี้สอนเราให้รู้วิธีอ่านพระคัมภีร์ และหาบางสิ่งนอกเหนือจากนั้นมาให้เราอ่าน เขาสอนเราให้รู้วิธีศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัว และนำบทเรียนจากพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราโดยความช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาสอนเราให้ท่องจำพระวจนะ เพื่อจะมีไว้ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้ได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาสอนเราให้รู้วิธีซึมซับพระคัมภีร์เข้าสู่กระแสเลือดฝ่ายจิตวิญญาณของชีวิตเราโดยการภาวนาพระวจนะ เขาสอนเราให้รู้วิธีอธิษฐานและคาดหวังคำตอบจากพระเจ้า นั่นเป็นปีที่เป็นพระพรสำหรับเรา เรากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และสก็อตตี้ก็เต็มใจที่จะใช้เวลากับพวกเรา

 

ปีต่อมาผมขึ้นปีสอง และสก็อตตี้ยังคงมาพบกับเรา เรายังคงเติบโตต่อไป และชีวิตคริสเตียนของผมก็เต็มไปด้วยการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ เราได้ค้นพบการผจญภัยอันสูงส่งของการดำเนินชีวิตคริสเตียนที่ครบบริบูรณ์ เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏเป็นส่วนตัวและเป็นจริงยิ่งขึ้นในชีวิตของเรา

 

ช่วงกึ่งกลางภาคเรียนแรก เพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งมาหาผมและพูดว่า “รู้ไหมลีรอย ผมดูคุณอยู่ ชีวิตคริสเตียนของคุณต้องอยู่คนละระดับกับผมแน่ ๆ” แล้วเขาก็เริ่มถามคำถามซึ่งมีใจความเหมือนกับที่ผมเคยถามสก็อตตี้เมื่อปีที่แล้ว

 

ผมยิ้ม “เอ่อ คุณอ่านพระคัมภีร์เป็นประจำรึเปล่า”

 

“เปล่า”

 

“คุณศึกษาพระคัมภีร์ไหม” คำตอบคือไม่อีก

 

“คุณท่องจำข้อพระคัมภีร์ไหม” ไม่ เขาไม่ท่องข้อพระคัมภีร์เช่นกัน

 

“คุณอธิษฐานไหม” ก็ยังไม่อีก

 

ผมแนะนำให้เรามาเจอกันและคุยกันเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เขาตื่นเต้นและกระตือรือร้น เราจึงเริ่มต้น ผมแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ที่สก็อตตี้เคยแบ่งปันแก่ผม และเขาก็เริ่มเติบโตในชีวิตคริสเตียน เขาเริ่มขุดลึกลงไปในพระวจนะ เริ่มอธิษฐานและเป็นพยาน และปีนั้นพระวิญญาณของพระเจ้าก็เริ่มทำงานอย่างยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา

 

ปีต่อมาผมโอนย้ายไปยังมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน และเพื่อนของผมก็โอนย้ายไปอีกมหาวิทยาลัย สองสามเดือนหลังจากเปิดภาคเรียน ผมได้รับจดหมายที่น่าสนใจจากเขา เขาได้เข้าร่วมกลุ่มสามัคคีธรรมคริสเตียนในมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนนักศึกษาคนหนึ่งมาหาเขาและถามเรื่องชีวิตคริสเตียนของเขา ดูเหมือนนักศึกษาคนนี้จะสังเกตเห็นความแตกต่าง และต้องการหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อนของผมจึงถามคำถามเขาบางข้อเกี่ยวกับการอ่านพระคัมภีร์ การศึกษาพระคัมภีร์ การท่องจำ และการอธิษฐาน เขาแสดงท่าทีสนใจที่จะทำสิ่งเหล่านี้อย่างมาก เพื่อนผมจึงเริ่มพบกับนักศึกษาคนนั้นเป็นประจำ เพื่อแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากผม และที่ผมได้เรียนรู้จากสก็อตตี้

 

ในระหว่างนั้นก็มีนักศึกษาคริสเตียนคนหนึ่งมาหาผมที่มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน… และเรื่องก็ดำเนินไปแบบนั้น เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผมได้มีส่วนช่วยเหลือคนอื่นแบบเป็นส่วนตัวในเรื่องชีวิตคริสเตียน และผมได้เห็นศิษยาภิบาล มิชชันนารี ฆราวาสที่อุทิศตัว นักศึกษาในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยพระคริสตธรรม และเจ้าหน้าที่ในกองทัพ ให้ความสนใจที่จะช่วยเหลือคนอื่นในลักษณะส่วนตัวเช่นกัน ทุกวันนี้กระแสความสนใจที่เพิ่มขึ้นในเรื่องการทวีคูณสาวกนั้นสามารถเห็นได้ในหลายคริสตจักรและจากคนจำนวนมาก

 

จะทวีคูณหรือไม่ทวีคูณ – นั่นคือคำถาม

 

หลายปีก่อนผมได้คุยกับคริสเตียนหนุ่มที่ร้อนรนคนหนึ่ง “บ็อบครับ” ผมถาม “อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณชื่นชมยินดีมากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต”

 

“แหม ลีรอยครับ ง่ายมาก” เขาตอบ “ก็คือการนำบางคนมาหาพระคริสต์ไงครับ”

 

ผมเห็นด้วยกับเขา “ทุกคนดีใจเมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น – คุณดีใจ ผู้เชื่อใหม่คนนั้นดีใจ และมีความชื่นชมยินดีในสวรรค์ แต่ยังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก”

 

เขางง จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่าการได้เห็นคนมาหาพระคริสต์อีก

 

ผมพูดต่อ “เมื่อคนที่คุณนำมาหาพระคริสต์ได้เติบโตและพัฒนาเป็นสาวกที่อุทิศตัว เกิดผล และเป็นผู้ใหญ่ แล้วก็ออกไปนำคนอื่นมาหาพระคริสต์ และช่วยเขาแบบเดียวกันต่อไป”

 

“โอ้” เขาอุทาน “ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย”

 

หากจะพูดตามตรง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลยที่เขาไม่เคยได้ยินหรือคิดถึงเรื่องนั้น ในสมัยนั้นความคิดเรื่องนี้ยังค่อนข้างคลุมเครือ แต่เขาก็เต็มใจที่จะใช้เวลาเรียนรู้ และเขาก็ได้เรียนรู้ ทุกวันนี้มีสาวกที่เป็นผู้ใหญ่ อุทิศตัว และเกิดผล จำนวนมากอยู่ในสองทวีป เพราะอิทธิพลจากชีวิตของบ็อบ และนิมิตของเขาเรื่องการทวีคูณสาวก

 

ในทางตรงกันข้าม การขาดความรู้เรื่องสิ่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลสืบเนื่องที่น่าเศร้า ครั้งหนึ่งผมไปเยี่ยมพื้นที่ทำพันธกิจในต่างประเทศและคุยกับมิชชันนารีผู้มีประสบการณ์คนหนึ่ง เขาเล่าเรื่องที่ยังคงหลอกหลอนผมอยู่ ผมไม่สามารถสลัดมันออกไปจากหัว เมื่อราว ๆ สิบห้าปีก่อนที่เราจะพบกันเขาไปต่างประเทศและเริ่มทำตามแผนงานปกติ ในช่วงที่เขาเพิ่งไปถึงพื้นที่ทำพันธกิจนั้น เขาได้พบชายหนุ่มชื่อจอห์นนี ซึ่งกำลังมีส่วนร่วมในสิ่งที่ค่อนข้างแตกต่างออกไป

 

จอห์นนีเป็นสาวกที่อุทิศตัวของพระเยซูคริสต์ แต่เขากำลังทำพันธกิจผิดวิธีอย่างสิ้นเชิงเมื่อดูตาม “ตำรา” สิ่งที่ตรงกันข้ามกับแนวทางของมิชชันนารีทั่วไปในสมัยนั้นคือ จอห์นนีใช้เวลาเยอะมากกับคนหนุ่มสองสามคนในประเทศนั้น มิชชันนารีผู้มีประสบการณ์คนนี้พยายามดึงจอห์นนีมาในทางของตน แต่ชายหนุ่มคนนี้ยังคงใช้แนวทางที่ “แตกต่าง” ของเขาต่อไป เวลาผ่านไปหลายปี เวลานี้มิชชันนารีผู้มีประสบการณ์คนนี้จำเป็นต้องออกจากประเทศที่เขาทำงานรับใช้ เนื่องจากข้อจำกัดใหม่ในการออกวีซ่า

 

ขณะที่เขากับผมนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะกาแฟในบ้านของเขา เขาบอกผมว่า “ลีรอย ผมแทบไม่มีอะไรจะอวดสำหรับช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น โอ้ มีคนกลุ่มหนึ่งมาพบปะกันในการประชุมของเรา แต่ผมสงสัยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาเมื่อผมออกมา พวกเขาไม่ใช่สาวก พวกเขาสัตย์ซื่อในการฟังผมเทศนา แต่พวกเขาไม่เป็นพยาน มีพวกเขาน้อยคนที่รู้วิธีนำคนอื่นมาหาพระคริสต์ พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการสร้างคนอื่น และเพราะว่าผมต้องออกมา ผมถึงได้มองเห็นว่าผมแทบจะเสียเวลาที่นั่นไปเปล่า ๆ

 

เขาเล่าต่อ “แล้วผมก็มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นจากชีวิตของจอห์นนี เวลานี้ชายคนหนึ่งที่เขาทำงานด้วย ได้กลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย พระเจ้าทรงใช้ชายคนนี้อย่างยิ่งใหญ่ในการประกาศและฝึกนักศึกษาจำนวนมาก อีกคนหนึ่งกำลังนำทีมเป็นพยานและสร้างสาวก ซึ่งประกอบด้วยคนหนุ่มสาวประมาณสี่สิบคน อีกคนหนึ่งอยู่ในเมืองใกล้เคียง โดยมีกลุ่มสาวกที่กำลังเติบโตประมาณสามสิบห้าคนอยู่กับเขา สามคนไปเป็นมิชชันนารีในประเทศอื่น และเวลานี้กำลังนำทีมซึ่งกำลังทวีคูณสาวก พระเจ้ากำลังอวยพระพรงานของพวกเขา”

 

“ผมเห็นความแตกต่างระหว่างชีวิตของผมกับของเขา และมันน่าเศร้ามาก เวลานั้นผมมั่นใจเหลือเกินว่าผมคิดถูก สิ่งที่เขาทำดูเหมือนเล็กน้อยเหลือเกิน แต่เวลานี้ผมมองดูผลลัพธ์ และเห็นว่ามันยิ่งใหญ่มาก” มันเป็นการพบกันที่น่าเศร้าสำหรับเราทั้งคู่

 

อีกครั้งหนึ่งผมกำลังพูดในการสัมมนาสุดสัปดาห์ครั้งหนึ่งในแถบมิดเวสต์ ศิษยาภิบาลคนหนึ่งซึ่งได้ใช้เวลามากมายในชีวิตของเขาไปเป็นมิชชันนารีในตะวันออกกลาง เวลานี้เขาอยู่ในเมืองใกล้เคียง และมาร่วมสัมมนา ในการประชุมเปิดงาน ผมแบ่งปันพระคัมภีร์ตอนนี้แก่ผู้มาร่วมสัมมนา และพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:11-12)

 

ผมพยายามอธิบายว่าประเด็นสำคัญของพระคัมภีร์ตอนนี้คือ พระเจ้าประทานผู้นำแก่คริสตจักร เพื่อจะเสริมสร้างและฝึกพวกเราที่เหลือให้สามารถทำพันธกิจ ผมกล่าวว่าพันธกิจแห่งพระกิตติคุณจะต้องทำโดยพวกเราทุกคน – ทั้งฆราวาสและผู้รับใช้ พวกเราทั้งหมดจะต้องเป็นพี่น้องกลุ่มใหญ่ที่เป็นพยาน แต่เราจำเป็นต้องได้รับการฝึก

 

หลังจากการประชุม ชายคนนั้นเดินมาหาผมและยื่นพระคัมภีร์ใหม่ฉบับภาษากรีกของเขาออกมา “นั่นแหละครับที่ในนี้บอกไว้” เขากล่าว

 

พูดจบเขาก็หันหลังและเดินไป กลับไปที่ห้องพัก เก็บกระเป๋า และทำท่าจะออกจากการสัมมนา ผมตกใจกับการกระทำของเขา ผมจึงรั้งเขาไว้และถามว่าเราทำอะไรให้เขาไม่พอใจหรือเปล่า มีอะไรที่เราควรจะขออภัยและขอให้เขายกโทษให้หรือเปล่า

 

“ไม่มีเลยครับ” เขาตอบ “ผมได้ทุกอย่างที่ผมต้องการแล้ว สมาชิกของผมจะต้องได้ยินเรื่องนี้” พูดจบเขาก็ขึ้นรถและขับออกไป เขาแค่อยากกลับไปอยู่กับสมาชิกในวันอาทิตย์นั้น เพื่อเทศนาเรื่องนี้ให้พวกเขาฟัง และเริ่มปฏิบัติสิ่งนี้ในพันธกิจของเขา”

 

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผมได้เห็นประเทศที่เขาเคยรับใช้เป็นเวลาหลายปีมีความเคียดแค้นชิงชังและความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติปะทุขึ้น ผมมักจะสงสัยว่าเรื่องราวที่นั่นจะแตกต่างไปจากนี้หรือเปล่า ถ้าเขาไปที่นั่นเมื่อสามสิบปีที่แล้ว พร้อมกับนิมิตที่จะสร้างชายและหญิงกลุ่มหนึ่ง คล้ายกับที่จอห์นนีทำในพื้นที่ทำพันธกิจอีกแห่งหนึ่ง

 

ในฤดูใบไม้ผลิปีหนึ่ง ผมกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้สอนในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมแห่งหนึ่ง ภายในสาขาวิชาการประกาศพระกิตติคุณของที่นั่น การฝึกอบรมนี้ใช้เวลาสามวันและได้รับความสนใจเป็นอย่างดี หัวข้อของเราคือ “การสร้างสาวกในคริสตจักรท้องถิ่น”

 

ระหว่างคาบหนึ่งที่เราให้อภิปรายกัน ศิษยาภิบาลสูงวัยคนหนึ่งพูดขึ้นมาและเล่าให้เราฟังถึงประสบการณ์ของเขาเองในการสร้างบางคนในคริสตจักรของเขา เขาเริ่มต้นทำสิ่งนี้ประมาณสามปีที่แล้ว และเวลานี้เขามีกลุ่มคนที่เข้มแข็งและสัตย์ซื่อ ซึ่งเขาสามารถขอให้มาช่วยได้ทันทีที่แจ้งให้ทราบ เขาเริ่มต้นจากหนึ่งคน หลังจากนั้นเขากับคนที่เขาสร้างได้ทำงานกับอีกสองคนที่แสดงความสนใจ กระบวนการสร้างสาวกดำเนินต่อไป และหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง พวกเขาสี่คนก็เริ่มพบปะกับอีกสี่คน พันธกิจนี้ได้ทวีคูณจนเวลานี้เขามีคนที่อุทิศตัวกลุ่มนี้ ซึ่งมีคุณสมบัติฝ่ายจิตวิญญาณเหมาะสมอย่างแท้จริงสำหรับการทำงานในพันธกิจของคริสตจักร

 

ศิษยาภิบาลสูงวัยคนนี้บอกเราว่า มันเป็นสิ่งที่คุ้มค่า อิ่มใจ และตื่นเต้นที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับเขาตลอดสามสิบห้าปีของการรับใช้ หลังจากฟังเรื่องนี้ แววตาของนักศึกษาพระคริสตธรรมหนุ่มสาวหลายคนก็เปล่งประกายด้วยความคาดหวัง พวกเขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะออกไปทำงานศิษยาภิบาล และเริ่มต้นพันธกิจการทวีคูณสาวกของพวกเขาเอง

 

อินเดียนาโปลิสโมเดล

 

ดร. รอย แบล็ควูดเป็นเพื่อนสนิทของผมมานานหลายปี เขาทวีคูณสาวกตั้งแต่เขาไปที่เมืองอินเดียนาโปลิส รัฐอินเดียนา เพื่อตั้งคริสตจักรใหม่สังกัดคณะของเขา เขาตัดสินใจแน่วแน่ที่จะสร้างพันธกิจของเขาตามปรัชญาการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ

 

เขาไม่ต้องการเป็นแค่ครูสอนพระคัมภีร์ของกลุ่มคนที่มีความหิวกระหายฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งจะมารับการปันส่วนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณเพียงสัปดาห์ละครั้งจากคำเทศนาของเขา เขาต้องการฝึกทหารแห่งไม้กางเขนที่แข็งแรงและแข็งแกร่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นจะทำงานร่วมกับเขาในพันธกิจของคริสตจักร

 

เวลาผ่านไปหลายปีแล้ว และพันธกิจของเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ามันเป็นปรากฏการณ์การสร้างสาวกที่พิเศษมากในยุคของเรา รอยมีสาวกของเขา ความจริงแล้วเวลาเขากับภรรยาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อเทศนาและบรรยาย เขาจะฝากคริสตจักรไว้กับกลุ่มคนที่มีความสามารถซึ่งได้รับการฝึกจากเขา และไปที่อื่นได้เกือบหนึ่งปี

 

ระหว่างที่เขาไม่อยู่ คนเหล่านั้นจะเทศนาและนำกิจกรรมต่าง ๆ ของคริสตจักร พวกเขาทำพันธกิจ และพระเจ้าทรงอวยพระพรความพยายามของพวกเขา ขณะที่คริสตจักรนี้เติบโตและเจริญงอกงามภายใต้การนำของพวกเขา

 

หลายปีก่อน ชายคนหนึ่งมาหาผมพร้อมกับสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความคิดที่เยี่ยมมาก เขากระตือรือร้นจนไม่อาจเก็บอาการ และอยากให้ผมรับปากว่าจะมีส่วนร่วมในแผนการของเขา เพื่อให้งานของพระคริสต์รุดหน้าไป ผมจึงตั้งใจฟังอย่างละเอียด พอเขาพูดจบ ผมก็บอกปัดข้อเสนอของเขาที่จะให้มีส่วนร่วม เขาแปลกใจและถามว่าทำไมผมจึงไม่ทำงานกับเขา

 

“มีเหตุผลสองอย่างครับ” ผมตอบ “หนึ่ง มันไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ สอง มันจะไม่ได้ผล”

 

สิ่งที่ผมชอบมากเกี่ยวกับแนวทางการทำพันธกิจแบบนี้คือ มันสอดคล้องกับพระคัมภีร์และมันได้ผล ประการแรก มันเป็นแนวทางในพระคัมภีร์สำหรับการช่วยให้พระมหาบัญชาของพระคริสต์สำเร็จ (มัทธิว 28:18-20) และช่วยทำอะไรบางอย่างในการฝึกคนงาน (มัทธิว 9:37-38) ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงมีน้อยเหมือนในสมัยของพระคริสต์

 

ประการที่สอง ผมได้เห็นการทำงานของมันมานานกว่าสามสิบห้าปี และมันได้ผล ตอนที่พวกเราบางคนมีส่วนร่วมในพันธกิจการทวีคูณสาวกในทศวรรษที่ 1950 เรายังไม่ได้จัดหมวดหมู่และจัดระบบมันให้เรียบร้อย เราแค่เรียกมันว่า “การทำงานกับไม่กี่คน” ทว่านับตั้งแต่นั้นมา ผมก็ได้เห็นศิษยาภิบาล แม่บ้าน มิชชันนารี พยาบาล ผู้รับเหมาก่อสร้าง ครูในโรงเรียน อาจารย์วิทยาลัยพระคริสตธรรม และเจ้าของร้านขายของชำ เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตของคนไม่กี่คน ผมได้เห็นพระเจ้าอวยพระพรความพยายามของพวกเขา และทวีคูณชีวิตในพระคริสต์ของพวกเขาให้กลายเป็นชีวิตของอีกหลายคน

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ยารักษาทุกโรค คงมีไม่กี่อย่างที่จะทำแบบนั้นได้ แต่สิ่งที่ผมรู้แน่นอนคือ เมื่อคุณเริ่มใช้เวลาส่วนตัวกับคริสเตียนอีกคนเพื่อจุดมุ่งหมายที่จะมีพันธกิจในชีวิตของเขา – คือใช้เวลาด้วยกันในการอ่านพระวจนะ อธิษฐาน สามัคคีธรรม และฝึกอย่างเป็นระบบ – จะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในชีวิตของคุณเช่นกัน ขอพระเจ้าประทานความอดทน ความรัก และความเพียรแก่คุณ เมื่อคุณเริ่มแบ่งปันชีวิตที่พระองค์ประทานให้คุณแก่คนอื่น

Comments

comments