ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

การสอนสาวกกับการสร้างสาวก

 

พวกเราส่วนใหญ่คุ้นเคยกับคำว่า“การสอนสาวกอย่างไรก็ตามในหลักสูตร“สู่การเป็นผู้สร้างสาวก” นี้เราจะใช้คำที่แสดงความ สัมพันธ์ชัดเจนกว่า คือคำว่า การสร้างสาวก

ให้เรามาพิจารณาว่า ปัจจุบันชีวิตในคริสตจักรมีการใช้สองคำที่เกี่ยวข้องกันนี้อย่างไร

การสอนสาวก  โดยปกติแล้วหมายถึงคริสเตียนศึกษาโดยทั่วไป

การสร้างสาวกหมายถึงกระบวนการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณผ่านการฝึกโดยความสัมพันธ์แบบ

หนึ่งต่อหนึ่ง ชีวิตสัมผัสชีวิต เหมือนเปาโลกับทิโมธี กับทิตัส และกับผู้เชื่อคนอื่นๆที่เติบโต

 

วัตถุประสงค์การรับใช้ของหลักสูตร“สู่การเป็นผู้สร้างสาวก”นี้คือเพื่อเตรียมสมาชิกคริสตจักรที่มี ความอุทิศตัวรุ่นต่อๆไป เพื่อพวกเขาจะลงทุนชีวิตในการทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จการตอบสนอง ของคริสตจักรต่อพระบัญชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าเรียกร้องให้มีการพัฒนาคริสเตียนที่อุทิศตัวอย่าง ยั่งยืนคือ คริสเตียนที่จะทุ่มเทชีวิตให้การบอกเล่าความเชื่อ สร้างสาวกและทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ ความท้าทายของคนรุ่นเราคือการเป็นแบบอย่างวิถีชีวิตตามพระคัมภีร์เช่นนั้น และวางแบบอย่าง ฝ่ายจิตวิญญาณที่ถูกต้อง สำหรับคริสเตียนมากมายแง่มุมที่น่าหวั่นใจที่สุดของการเป็นสาวกคือ การเรียนรู้วิธีบอกเล่าคำพยานส่วนตัว อย่างไรก็ตามมันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเมื่อเราพัฒนา ทักษะการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การเป็นพยานก็จะกลายเป็นสิ่งที่ล้นออกมา เองตามธรรมชาติ จากความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระคริสต์

 

โดยหลักการแล้วคำพยานของคริสเตียนนั้นคล้ายกับแก้วซึ่งรองอยู่ใต้ก๊อกน้ำที่เปิดอยู่ มันจะล้น ตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพยายามอะไรเลย พระเยซูบรรยายคุณสมบัติของคำพยานส่วนตัวแบบนี้ ไว้เมื่อพระองค์ตรัสว่าและให้คนที่วางใจในเราดื่มตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า “แม่น้ำที่มีน้ำดำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในคนนั้น (ยอห์น 7:38) การจะบรรลุศักยภาพในการรับใช้ของคุณนั้น โดยหลักๆแล้วต้องอาศัยความเต็มใจที่จะฝึกวินัยฝ่ายจิตวิญญาณ ด้วยเหตุผลข้อนี้เปาโลจึงกำชับ ทิโมธีว่า“..จงฝึกตนในทางพระเจ้า(1ทิโมธี4:7) วิถีชีวิตแบบนี้เรียกร้องให้เรามีความปรารถนา อย่างจริงจังที่จะเติบโตสู่ความเป็นผู้ใหญ่ต่อไป นอกจากนั้นมันยังเรียกร้องให้เรามีความเต็มใจที่ จะเป็นแบบอย่างสิ่งที่เราได้เรียนรู้และถ่ายทอดทักษะการรับใช้ใหม่ๆให้คนอื่นต่อไป เมื่อวิธีคิด แบบพระคัมภีร์ใหม่นี้กลายเป็นรากฐานที่มั่นคงในชีวิตของคุณ ประสิทธิภาพของคุณในฐานะ คริสเตียนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราตั้งใจจะทำอย่างไรเพื่อให้พระ มหาบัญชาสำเร็จให้เรามาประเมินข้อแตกต่างหลักๆระหว่างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมคริสตจักร ระยะสั้นตามปกติกับการสร้างวิถีชีวิตแห่งการสร้างสาวกอย่างคงเส้นคงวา

 

กิจกรรมคริสตจักร: ตามปกติแล้วคริสตจักรที่เติบโตจะจัดกิจกรรมและงานสำหรับพันธกิจไว้ อย่างดีเลิศหลากหลายรูปแบบอย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะมีกำหนดเวลา เป้าหมายว่าจะต้องยุติเมื่อไร อะไรคือกิจกรรมคริสตจักรตามปกติที่มีกำหนดเวลาที่คาด หมายว่าจะต้องเสร็จ?

 

วิถีชีวิตแห่งการสร้างสาวก:    การสร้างสาวกขนานแท้แบบพระคัมภีร์ใหม่เป็นแนวทาง การใช้ชีวิตที่อิ่มใจอย่างยิ่งวิถีชีวิตที่ตื่นเต้นนี้จะเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะงานรับใช้ส่วนตัวจะมีประสบการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ด้วยความรักของคริสเตียนที่สำแดงออกใน บริบทของการฝึกผ่านความสัมพันธ์ พี่น้องผู้เชื่อจะได้รับการเตรียมตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้พวกเขาเห็นคุณค่าและสนุกกับการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้น พวกเขาจะเริ่มรับและส่งต่อทักษะการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณใหม่ๆ จากคนฝ่ายจิตวิญญาณ รุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นต่อไป

 

การสร้างสาวกเกิดขึ้นและทวีคูณอย่างเป็นธรรมชาติแบบนี้ในคริสตจักรยุคแรก มีใครบอก ความแตกต่างระหว่างสองแนวทางนี้ได้บ้าง? เมื่อคุณนั่งคิดเรื่องความแตกต่างนี้คุณพอจะเข้า ใจไหมว่า ทำไมวิถีชีวิตแห่งการสร้างสาวกจึงมีศักยภาพที่จะปฏิวัติอิทธิพลของคริสตจักรต่าง ๆ ในปัจจุบัน?

 

การฝึกผ่านความสัมพันธ์แบบชีวิตสัมผัสชีวิตจะช่วยคริสเตียนที่กำลังเติบโตพัฒนาทักษะการ เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณตัวอย่างเช่น

* เรียนรู้ที่จะฟังเสียงพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณที่ยอมจำนน

* เป็นคนที่เฝ้าเดี่ยวทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

* ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเพื่อจะมีความรู้ พัฒนาลักษณะนิสัย และเข้าใจ

หลักคำสอนคริสเตียน

* ท่องจำข้อพระคัมภีร์เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อ ความบริสุทธิ์ และสติปัญญา

* ใคร่ครวญภาวนาพระคัมภีร์เพื่อจะมีสันติสุขภายในและสามัคคีธรรมกับพระเจ้า

* อธิษฐานทุกวันทูลขอโอกาสที่จะเป็นพยานขององค์พระผู้เป็นเจ้า

* เป็นผู้สร้างสาวกตามพระมหาบัญชาซึ่งทวีคูณตามธรรมชาติไปตลอดชีวิต

 

การฝึกแบบชีวิตสัมผัสชีวิตโดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนจะเป็นเรื่องหลักที่เราให้ความสนใจ หลักสูตร“สู่การเป็นผู้สร้างสาวก”นี้ อย่างไรก็ตามแง่มุมด้านความสัมพันธ์ของการสอนนี้ จะยังไม่เริ่มจนกว่าจะถึงสัปดาห์ที่สี่ของการเรียนเมื่อถึงเวลานั้น พวกเราแต่ละคนจะมีเวลา มากพอที่จะเลือกเพื่อนร่วมทีมทำงานรับใช้จากคนในกลุ่มของเราระหว่างการฝึกสร้างสาวก ด้วยความสัมพันธ์นี้พวกเราแต่ละคนจะก้าวหน้าไปอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่เราฝึกทำพันธกิจใหม่ เราจะจัดทีมละสองคนและมีประสบการณ์กับวินัยฝ่ายจิตวิญญาณที่เราเรียนรู้ซึ่งผ่านการพิสูจน์ ด้วยกาลเวลามาแล้ว การสอนแบบตัวต่อตัวที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจนี้จะเกิดขึ้นนอกคาบเรียน กลุ่มย่อยประจำสัปดาห์ของเราในการพบปะส่วนตัว เพื่อฝึกฝนแปดครั้งนี้เราจะใช้บทเรียน ปฏิบัติการทวีคูณว่าด้วยการสร้างสาวกต่อเนื่องหลายรุ่นพระมหาบัญชาของพระเยซูได้กล่าวว่า

“…สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้วดังนั้นจงไปสร้างสาวก จากมวลประชาชาติให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระบิดาพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้และแน่นอน เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป ตราบจนสิ้นยุค (มัทธิว 28:18-19 อมตธรรมร่วมสมัย)

 

มีใครนึกออกบ้างว่าระหว่างที่พระเยซูทรงทำพระราชกิจ พระองค์เคยประกาศเรื่องสำคัญนี้ แก่สาวกเมื่อไร? พระบัญชาระดับโลกที่ยังไม่สำเร็จนี้พระองค์ประทานในช่วงไม่กี่ชั่วโมงสุด ท้ายก่อนจากกัน ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับขึ้นไปสู่สง่าราศีเพื่ออยู่กับพระบิดาก่อนหน้า การคืนพระชนม์ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่เราเห็นพระองค์ตรัสว่าจงไปสร้างสาวกจากมวล ประชาชาติ คุณคิดว่าทำไมพระองค์จึงรอจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของพระราชกิจในโลกนี้ แล้วจึงค่อยประทานพระบัญชาอันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญนี้? เช่นเดียวกับโค้ชหรือนายพลที่ ยิ่งใหญ่พระองค์เก็บคำสั่งสุดท้ายไว้จนกระทั่งพระองค์เชื่อว่าสาวกพร้อมจะรับคำสั่งนั้นแล้ว นี่เป็นภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุด สำหรับพวกเขาเห็นได้ชัดว่าพระเยซูให้พระมหา บัญชาเป็นคำสั่งอันทรงพลังครั้งสุดท้าย เพื่อว่าหลังจากนั้นอีกหลายศตวรรษเราจะไม่มี วันลืมภารกิจของเรา คุณคิดว่าทำไมพระองค์ตรัสว่า “จงไปสร้างสาวก” แทนที่จะตรัสว่า จงไปนำคนรับเชื่อ? เมื่อพระองค์ประทานพระมหาบัญชาแก่เราพระองค์ได้ยกระดับมาตร ฐานของคริสเตียนจากเพียงแค่ประกาศแก่คนที่ยังไม่เชื่อมาเป็นการสร้างศิษย์ที่มีวินัย นี่เป็น เพราะพระองค์ต้องการให้เราสืบเชื้อสายฝ่ายจิตวิญญาณและทวีคูณ

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสร้างสาวกต้องเป็นพันธกิจหัวใจหลักของคริสตจักร อย่างไรก็ตามวิธี การแบบชีวิตสัมผัสชีวิตซึ่งเป็นสาระสำคัญของการสร้างสาวกและเป็นเรื่องธรรมดามากสำหรับ สาวกของพระเยซูในศตวรรษแรก ได้ค่อยๆหายไปและแทบจะถูกหลงลืมไปสนิทเมื่อเวลาผ่าน ไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันแนวทางการทำพันธกิจที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงนี้ได้ถูกค้นพบอีก ครั้ง และมีผู้นำไปปฏิบัติในคริสตจักรชั้นนำทั่วโลก

 

(จาก คู่มือผู้นำสู่การเป็นผู้สร้างสาวก โดย บิลลี่ แฮ้งค์ม จูเนียร์)

Comments

comments