ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

ความเป็นมาของคริสตจักรยุคแรก

หลังจากพระเยซูเป็นขึ้นจากความตาย พระองค์ปรากฏแก่พวกสาวกและผู้เชื่ออีกห้าร้อยคนในช่วงเวลา 40 วัน ประทานข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดมากมายยืนยันว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จ กลับขึ้นไปสู่อาณาจักร สวรรค์ของพระบิดา พระองค์บอกพวกสาวกให้อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม และรอจนกระทั่งพวกเขาได้รับฤทธิ์เดชของ พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์สัญญาว่าจะช่วยให้พวกเขากลายเป็นพยานที่เกิดผลใน

 

“…ในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการ 1:8)

 

พวกเขาอยู่รวมกันตามที่พระเยซูบัญชาและในวันเพ็นเทคอสต์ ชาวยิวจากหลายประเทศมาที่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว พวกสาวกก็เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามคำพยากรณ์ใน โยเอล 2:28-29 และเริ่มประกาศกิจการ ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเป็นภาษาต่าง ๆ อย่างอัศจรรย์ จากนั้นเปโตรก็กล่าวคำเทศนาอันทรงพลังแก่ฝูงชน และมีสามพันคน รับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ผู้คนเริ่มมาเชื่อศรัทธาในพระองค์ทุก ๆ วัน และไม่นานจำนวนผู้เชื่อก็เพิ่มเป็น ห้าพันคน ตั้งแต่นั้นมา จำนวนผู้เชื่อใหม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคริสตจักรยุคแรก


ผู้นำคริสตจักรในศตวรรษแรกคนหนึ่งมีชื่อว่าสเทเฟน เป็นชายที่เต็มล้นด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์  
เมื่อเขาเล่าพระกิตติคุณอย่างไม่หยุดหย่อน สมาชิกธรรมศาลาบางคนก็ใส่ร้ายว่าเขาหมิ่นประมาท พระเจ้า คนเหล่านั้นพาตัวเขามายืนต่อหน้ามหาปุโรหิต แต่แทนที่จะพ่ายแพ้แรงกดดัน สเทเฟนกลับใช้โอกาสนี้กล่าว คำเทศนาอันร้อนรนเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ พวกผู้นำชาวยิวที่ไม่เชื่อพากันเกรี้ยวกราด จนถึงกับฉุดลากสเทเฟน ออกไปนอกเมือง และเอาหินขว้างเขาจนตาย ชายหนุ่มชื่อเซาโลจากเมืองทาร์ซัสเป็นพวกฟาริสี (ซึ่งภายหลังเขา ได้กลายเป็นอัครทูตเปาโล) มองดูเหตุการณ์ อันน่ากลัวนี้โดยตลอด และเห็นชอบด้วยอย่างเต็มที่กับความตายของสเทเฟน เหตุการณ์นี้จุดชนวน การข่มเหง คริสตจักรครั้งใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกสาวกเกือบทั้งหมด ก็กระจัดกระจายไปทั่วแคว้นยูเดียและ แคว้นสะมาเรีย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปที่ไหน พวกเขาก็ประกาศข่าว ประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ไปด้วย

 

เซาโลยังคงพยายามทำลายคริสตจักร เขาเที่ยวไปตามบ้านเรือนและฉุดลากชายและหญิงหลายคนไปขังคุก แต่มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นระหว่างที่เขาเดินทางไปเมืองดามัสกัสเพื่อจะข่มเหงคริสเตียนที่นั่น คือ

“…ทันใดนั้นมีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมรอบตัวท่าน ท่านก็ล้มลงที่พื้นและได้ยินพระสุรเสียงตรัสว่า ‘เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม?’ เซาโลจึงทูลถามว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์เป็นใคร?’ พระองค์ตรัสว่า ‘เราคือเยซูผู้ที่เจ้าข่มเหง’” (กิจการ 9:3-5)

เซาโลถ่อมใจลงกลายเป็นผู้เชื่อ รับบัพติศมา และเริ่มสามัคคีธรรมกับ พวกสาวกในเมืองดามัสกัส คือสาวกกลุ่มที่ ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนจะลากคอไปเข้าคุก ไม่นานหลังจาก เซาโลกลับใจมาเชื่อ เขาก็เริ่มประกาศว่าพระเยซู ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ชาวยิวจึงสมคบกันครั้งแล้ว ครั้งเล่า เพื่อจะฆ่าเขา เขาได้รับการปกป้องโดย พระวิญญาณบริสุทธิ์ และภายหลังได้เดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อพยายามพบกับสาวกของพระเยซู เหตุการณ์นี้นำเราไปสู่งานรับใช้ของบารนาบัส นักสร้างสาวกคนแรก ๆ ของคริสตจักรยุคแรก

 


งานรับใช้ของบารนาบัส


“โยเซฟผู้ที่บรรดาอัครทูตเรียกว่า บารนาบัส ซึ่งแปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นเลวีชาวเกาะไซปรัส มีที่ดินก็ขายเสีย และนำเงินค่าที่ดินนั้นมาวางไว้ที่เท้าของพวกอัครทูต” (กิจการ 4:36-37)



ชื่อจริงของบารนาบัสคืออะไร?โยเซฟคุณคิดว่าทำไมพวกอัครทูตเปลี่ยนชื่อให้เขา?ชีวิตของเขาเป็น ตัวอย่าง งานรับใช้ฝ่ายจิตวิญญาณของนักหนุนใจ ในคริสตจักร ยุคแรก มีการเปลี่ยนชื่อคนอยู่บ่อย ๆ เมื่อคนมา เป็นคริสเตียน จะยอดเยี่ยมไหม ถ้าเราแต่ละคนสำแดงลักษณะชีวิตในทางของพระเจ้า ออกมาชัดเจนเช่นนั้น จนพี่น้องผู้เชื่อเปลี่ยนชื่อให้เราเพื่อสะท้อนคุณสมบัติเหล่านั้น?

 

เมื่อเปาโลมาถึงเยรูซาเล็ม ตอนแรกพวกสาวกกลัวเปาโล แต่บารนาบัสพูดรับรองเขาอย่างกล้าหาญ กิจการ 9:27 กล่าวว่า“แต่บารนาบัสพาท่าน [เปาโล] ไปหาพวกอัครทูต และเล่าให้พวกเขา ฟังว่าเซาโลเห็นองค์ พระผู้เป็นเจ้า [พระเยซู] ผู้ที่ตรัสกับท่านระหว่างทางอย่างไรและท่านประกาศออกพระนามพระเยซู ด้วยใจกล้าหาญใน เมืองดามัสกัสอย่างไร” นอกจากเป็นผู้หนุนใจแล้ว คุณเห็นคุณสมบัติอะไรในตัวบารนาบัสอีก?


เขาเป็นคนใจดีที่มีความกล้าและความเชื่อเมื่อการตื่นตัวฝ่ายจิตวิญญาณของชาวต่างชาติเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก บารนาบัสถูกส่งไปรับใช้ผู้เชื่อใหม่ในเมืองอันทิโอก ในกิจการ 11:19-22 กล่าวว่า “คนทั้งหลายที่กระจัด กระจายไปเพราะการข่มเหงเนื่องจากสเทเฟน ก็พากันไปยังเมืองฟีนิเซีย เกาะไซปรัส และเมืองอันทิโอก และกล่าวพระวจนะกับยิวพวกเดียว แต่มีบางคนในพวกที่กระจัดกระจายไปนั้นที่เป็น ชาวเกาะไซปรัสและ
ชาวไซรีน คนเหล่านี้เมื่อมาถึงเมืองอันทิโอกก็กล่าวประกาศข่าวประเสริฐ เรื่องพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า กับพวกกรีกด้วย และพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่กับพวกเขา คนจำนวนมากที่เชื่อก็กลับมาหา องค์พระผู้เป็นเจ้า ข่าวนี้แพร่มาถึงหูของคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขาจึงส่งบารนาบัสไปที่เมืองอันทิโอก”

 

คุณคิดว่าทำไมคริสตจักรยุคแรกในเยรูซาเล็มจึงเลือกบารนาบัสให้ไปยังเมืองอันทิโอก?เขามีจิตวิญญาณการ เป็นมิชชันนารี และเป็นนักหนุนใจคริสตจักรที่เยรูซาเล็มส่งเขาไปอันทิโอกเพื่อ อะไร?เขาถูกส่งไปเพื่อดูแล คริสเตียนใหม่ที่นั่น เรามักจะใช้คำว่าอะไร เรียกงานรับใช้ที่สำคัญนี้?

 

การติดตามผลคริสเตียน

เรามองเห็นได้ว่าการสร้างผู้เชื่อใหม่เป็นงานสำคัญสำหรับคริสตจักรยุคแรกในเยรูซาเล็ม ดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อบารนาบัสไปถึง ในกิจการ 11:23-24 กล่าว่า “เมื่อบารนาบัสไปถึงและได้เห็นพระคุณของ พระเจ้าก็ปีติยินดี จึงเตือนคนเหล่านั้นให้ ตั้งจิตใจมั่นคงในองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ บารนาบัสนั้นเป็นคนดี เต็มเปี่ยม ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และความเชื่อ คนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทวีจำนวนมากขึ้น”

 

การติดตามผลระยะเริ่มแรกจะส่งผลให้เกิดการประกาศที่มีประสิทธิภาพ เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้เชื่อใหม่ยังมี สะพานเชื่อมสัมพันธ์ กับเพื่อนและคนในครอบครัวที่ไม่เป็นคริสเตียน เมื่อคริสเตียนใหม่หยั่งรากมั่นคงใน ความเชื่อแล้ว พวกเขาก็สามารถข้ามสะพานเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย และนำคนอื่นมาหาพระคริสต์เมื่อ คริสตจักรใดมีกระบวนการสร้างสาวกแบบชีวิตสัมผัสชีวิตซึ่งออกแบบมาเพื่อฝึกผู้เชื่อใหม่ การเป็นพยาน และการทวีคูณ การประกาศ ก็จะเริ่มเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คริสตจักรสุขภาพดีจะเพิ่มจำนวนคนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยวิธีนี้ การทวีคูณจะก้าวหน้าไปด้วยคำพยานของสมาชิกเดิมที่อุทิศตัวเต็มที่บวกกับคำพยานของผู้เชื่อใหม่ที่
เพิ่งประกาศตัว

 

พันธกิจแบบชีวิตสัมผัสชีวิตของคริสตจักรยุคแรกสร้างผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และโดยทางมิตรภาพ แนวทางการทำพันธกิจโดยอาศัยความสัมพันธ์นี้ก็กลายเป็น บรรทัดฐานของคริสเตียน ในศตวรรษแรก บารนาบัสรู้ว่าเปาโลได้รับการทรงเรียกให้เป็นอัครทูตสำหรับคนต่างชาติ และเขาอยู่ที่เมืองทาร์ซัส เขาจึงเดิน ทางไปหาเปาโลที่นั่น ในกิจการ 11:25-26 กล่าวว่า “บารนาบัสจึงไปหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัส เมื่อพบแล้วก็พามาที่เมืองอันทิโอก ท่านทั้งสองประชุมร่วมกับคริสตจักรตลอดหนึ่งปี และสั่งสอนคนจำนวนมาก และที่เมืองอันทิโอก นี่เองที่พวกสาวกได้ชื่อว่าคริสเตียนเป็นครั้งแรก”

 

คุณคิดว่าทำไมบารนาบัสจึงยอมสละเวลาไปหาเซาโลที่เมืองทาร์ซัส และพาเขาไปอันทิโอก?บารนาบัสต้องการฝึก เซาโล โดยการให้เปาโลสังเกตงานรับใช้ของเขาดำเนินไป? เราเรียกการทำสิ่งนี้ว่าอะไร? การสร้างสาวกขอให้สังเกตว่าบารนาบัสไม่ได้มาที่อันทิโอก แล้วก็แจกหนังสือติดตามผล เสร็จแล้วอีกสองสามวันก็ไปบารนาบัสกับเปาโลทำงานรับใช้ที่นั่นตลอดทั้งปี การสร้างสาวกโดยอาศัยความสัมพันธ์ต้องใช้เวลา และพระเจ้า ทรงนำพวกเขาให้ลงทุนชีวิตของตนอย่างมีค่า เพื่อช่วยนำคนต่างชาติมาเชื่อ

 

งานรับใช้ของเปาโล

“เปาโลกับบารนาบัสก็ยังอยู่ต่อที่เมืองอันทิโอกเพื่อสั่งสอนและประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยกัน กับคนอื่นอีกหลายคน เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง เปาโลจึงพูดกับบารนาบัสว่า “ไปกันเถอะ กลับไปเยี่ยมพี่น้องในทุกเมือง ที่เราประกาศพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดูว่าเขาทั้งหลายเป็นอย่างไรกันบ้าง” (ดูกิจการ 15:35-36) คราวนี้ ใครเป็นผู้ริเริ่มการช่วยเพิ่มพูนความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เหล่านี้? เปาโลคือผู้ได้รับนิมิตนี้ และเริ่มเป็นผู้นำ หลังจากได้เห็นตัวอย่างของบารนาบัส

การสร้างสาวกเป็นกระบวนการตามธรรมชาติในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งช่วยให้คริสตจักรยุคแรกสามารถ เติบโตแม้จะถูกข่มเหงและต่อต้านอย่างมาก จากกิจการ 16:1-3“เปาโลไปยังเมืองเดอร์บีกับเมืองลิสตราด้วย และนี่แน่ะ ที่นั่นมีสาวกคนหนึ่งชื่อทิโมธี มีมารดาที่เป็น ชาวยิวและเป็นผู้เชื่อ แต่บิดาเป็นชาวกรีก ทิโมธีมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกพี่น้อง ที่อยู่ในเมืองลิสตราและเมืองอิโคนียูม เปาโลต้องการพาทิโมธีไปด้วย…” แบบแผนนี้ดูคุ้น ๆ ไหม? เป็นอีกครั้งที่เราเห็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แบบสร้างสาวก เปาโลพร้อม จะลงทุนอย่างจริงจังในชีวิตของทิโมธี เหมือนที่บารนาบัสเคยลงทุนในชีวิตของเขา

 

งานรับใช้ของเปโตร

“แล้วเปาโลกับพวกของท่านแล่นเรือออกจากเมืองปาโฟสไปยังเมืองเปอร์กาในแคว้นปัมฟีเลีย และยอห์น[มาระโก] ผละจากพวกเขาและกลับไปยังกรุงเยรูซาเล็ม” (กิจการ 13:13) เปาโลผิดหวังมากเมื่อยอห์นมาระโก แยกทางกลับ บ้านกลางคัน ขณะที่เขากำลังเดินทางทำพันธกิจครั้งแรก เขาตัดสินใจจะไม่ให้โอกาสยอห์นมาระโก ครั้งที่สอง อย่างไรก็ตามบารนาบัสไม่เห็นด้วย และเต็มใจจะ พายอห์นมาระโกไปด้วยอีกครั้ง (ดูกิจการ 15:36-41)


หลังจากยอห์นมาระโกล้มเหลวไม่เป็นท่าในการเดินทางทำพันธกิจครั้งแรกกับเปาโลและบารนาบัส เขาก็กลับไป เยรูซาเล็ม แล้วหลังจากเยียวยารักษาจิตวิญญาณอยู่ช่วงหนึ่ง อัครทูตเปโตรก็เริ่มลงทุนเวลา กับชีวิตของ ยอห์นมาระโก คุณคิดว่าทำไมเปโตรจึงเป็นบุคคลที่เหมาะที่สุด ที่จะสร้างยอห์นมาะโก? ความล้มเหลวอย่างน่า
เศร้าของเปโตร และการลุกขึ้นยืนอีกครั้งหลังจากนั้น ช่วยเตรียมเขาสำหรับการฝึกคนแบบยอห์นมาระโก ซึ่งต้องการโอกาสครั้งที่สอง ขอให้สังเกตข้อความเหล่านี้ที่บอกอะไรเรามากมาย มันเป็นข้อความที่เปโตรเขียน หลังจากนั้นหลายปี “เธอผู้อยู่ในเมืองบาบิโลน ซึ่งทรงเลือกไว้เช่นเดียวกันและมาระโกบุตรของข้าพเจ้า ฝากคำทักทายมายังพวกท่าน” (1 เปโตร 5:13)

 

เปโตรแสดงหลักฐานว่าเขามีความสัมพันธ์แบบสร้างสาวกกับมาระโก โดยการเรียกเขาว่า “บุตรของข้าพเจ้า” ใน 1 เปโตร 5:13 เขาใช้คำแบบนี้เพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์ใหม่ส่วนที่เป็นข้อเขียนของเขา ประสบการณ์ ของเปโตรกับยอห์นมาระโกน่าจะให้ความหวังยิ่งใหญ่แก่เราในฐานะคริสเตียนเพราะอะไร?

 

พระเจ้าเป็นพระเจ้าผู้ให้โอกาสครั้งที่สอง พระองค์ไม่เคยเลิกล้มจากพวกเราคนไหนเลยเราจะได้แรงบันดาลใจ เมื่อเราตระหนักว่าชายที่ครั้งหนึ่งเคยหนีจากงานรับใช้ ภายหลังกลายเป็นผู้เขียนพระกิตติคุณที่ถูกบันทึกเป็น เล่มแรก ในพระคัมภีร์ใหม่ ช่างเป็นสิทธิพิเศษอันน่าทึ่งจริง ๆ ที่พระเจ้าของเราได้ประทานแก่มาระโก ประวัติศาสตร์คริสตจักรยอมรับอย่างชัดเจนว่าเขามีบทบาทโดดเด่นในคริสตศาสนายุคแรก เห็นได้ชัดว่าเขาประสบความสำเร็จฝ่ายจิตวิญญาณถึงแม้ว่าจะล้มเหลวในช่วงเริ่มแรก ใน 2 ทิโมธี 4:11 กล่าวว่า “มีเพียงลูกาคนเดียวที่อยู่กับข้าพเจ้า จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วยเพราะเขาเป็นประโยชน์ต่อข้าพเจ้า ในพันธกิจ” ใครเขียนพระคัมภีร์ข้อนี้? เปาโล พระคัมภีร์ข้อนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับเปาโล?เขาได้เรียนรู้ที่จะให้ โอกาส คนอื่นครั้งที่สอง นอกจากนั้นมันยังแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องความเห็นอกเห็นใจ และความถ่อมใจ พระคัมภีร์ข้อนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับมาระโก?เขาตอบสนองต่อพระคุณของพระเจ้า และ ทำให้โอกาส ครั้งที่สองของเขามีความหมาย เพราะการฝึกของเปโตรและบารนาบัส เขาจึงได้กลับมาร่วมงาน เรียนรู้จากความล้มเหลวในอดีต และก้าวไปข้างหน้าโดยความเชื่อเราจะนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ใน ชีวิตคริสเตียนปัจจุบันของเราอย่างไร? อย่าเลิกล้มกับตัวเอง เพราะพระเจ้าจะไม่เลิกล้ม

 
ฟีลิปปี 3:13-14 กล่าวว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมา แล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า และข้าพเจ้าบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้ รับรางวัลคือการทรงเรียก แห่งเบื้องบนซึ่งมีในพระเยซูคริสต์ ”ในตอนแรก ผู้ที่รับการฝึกจากคุณบางคน
อาจไม่เติบโต แต่อย่าท้อใจเช่นเดียวกับเปโตร ให้คุณอดทนและอธิษฐานมาก ๆ พยายามรักษามิตรภาพกับเขาต่อไป จากนั้นให้คุณท้าทาย เขาให้เติบโตในความเชื่ออีกครั้ง

 

งานรับใช้โดยอาศัยความสัมพันธ์

หกทีมที่อยู่ในรายชื่อด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างในพระคัมภีร์ของความสัมพันธ์แบบสร้างสาวก ในแต่ละกรณี ผู้เชื่อที่เป็นผู้ใหญ่กว่าได้รับผู้เชื่อที่ยังเยาว์กว่ามาฝึกฝ่ายจิตวิญญาณ พันธกิจของพี่เลี้ยงคือช่วยเพื่อนร่วมทีมของตน ให้เติบโต เพื่อเขาจะสามารถทำตามการทรงเรียกที่ตนได้รับให้สำเร็จ

• โมเสสกับโยชูวา
• เอลียาห์กับเอลีชา
• บารนาบัสกับเปาโล
• เปาโลกับทิโมธี
• เปาโลกับทิตัส
• เปโตรกับมาระโก

เชื่อว่าพวกแต่ละคนจะได้รับนิมิตสำหรับงานรับใช้ใหม่ในอนาคตที่ให้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นงานรับใช้ ที่มีรากฐานมาจากต้นแบบเก่าแก่ที่สุดของการสร้างสาวกโดยอาศัยความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้ผลเสมอ ถ้าการสร้างสาวกอยู่ในใจคุณ และมอบถวายตัวเราเพื่อรับใช้พระเจ้า ผ่านงานรับใช้แบบชีวิตสัมผัสชีวิต

จาก คู่มือ สู่การเป็นผู้สร้างสาวก, กรกฎาคม 2014

Comments

comments