ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

การสร้างสาวกเป็นการป้องกันการถดถอยของคริสตจักรได้จริงหรือ?

 

 

ในช่วงหลายศตวรรษต่อจากคริสตจักรยุคแรก มีหลายสิ่งได้เข้ามาแทนที่การเป็นพยานและการ สร้างสาวกส่วนตัวในคริสตจักรโดยแทบไม่มีใครสังเกตเห็น คริสตจักรจำนวนมากเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นสถาบันมากขึ้นเรื่อยๆ “กลายเป็นสถาบัน” หมายความว่า

 

•  เป็นระบบศาสนาที่มีระบบโครงสร้างหรือพิธีการ

•  เปลี่ยนจากบรรยากาศที่เน้นความสัมพันธ์ กลายเป็นคริสตจักรที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวน้อยลง

 

เมื่อคริสต์ศาสนาค่อยๆเปลี่ยนไปแบบนี้ การทวีคูณของการประกาศก็เริ่มแย่ลง ภาวะถดถอยฝ่าย จิตวิญญาณได้ค่อยๆเกิดขึ้นจากภายในสังคมผู้เชื่อ โดยเกี่ยวพันกับอิทธิพลหลักๆสามอย่างคือ การลดความบทบาทส่วนตัว ศาสนาพลเมือง และการทำเป็นอาชีพ

 

ประวัติศาสตร์คริสตจักรเปิดเผยว่าปัจจัยที่ขยายตัวเหล่านี้คือส่วนหนึ่งในบรรดาปัญหาสำคัญที่สุดของคริสต์ศาสนาเพราะกัดกร่อนความมีชีวิตชีวาฝ่ายจิตวิญญาณ อิทธิพลที่สร้างความเสียหายในระยะ เริ่มแรกนี้ยังคงอยู่กับเราในหลายๆระดับ แม้กระทั่งในปัจจุบัน

 

การลดบทบทส่วนตัว – การลดบทบาทส่วนตัวเกิดขึ้นตลอดหลายชั่วอายุคนที่ผ่านมา เมื่อคริสตจักร หรือคณะสังกัดต่างๆลดระดับการนำคำสอนในพระคัมภีร์เรื่องผู้เชื่อซึ่งมีฐานะเป็นปุโรหิตของพระเจ้า ฐานะเป็นปุโรหิตหมายความว่าอย่างไร? มันหมายความว่าคริสเตียนสามารถ อธิษฐาน ศึกษา พระวจนะของพระเจ้าและรับใช้ได้โดยอยู่ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธ์

 

การลดบทบาทส่วนตัวมักจะมาพร้อมกับแนวโน้มอันแยบยลที่จะให้ความต้องการส่วนตัวและศักยภาพในการรับใช้ของคริสเตียนมีความสำคัญน้อยกว่าระบบโครงสร้าง พิธีกรรม ธรรมเนียม หรือรายการ ของคริสตจักร คริสตจักรคืออะไร?

 

•  คริสตจักรไม่ใช่อาคาร

•  คริสตจักรคือการสามัคคีธรรมฝ่ายจิตวิญญาณของผู้เชื่อแท้ทั่วโลก ซึ่งรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้า

   เป็นส่วนตัวและรับใช้พระองค์

•  คริสตจักรคือพระกายของพระคริสต์

 

ศาสนาพลเมือง – เมื่อจักรพรรดิคอนสแตนตินประกาศตัวเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ เขาได้ทำให้ คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาถูกกฎหมายในจักรวรรดิโรม หลังจากนั้นไม่นานการได้ชื่อว่าเป็นคริสเตียน ก็กลายเป็นที่นิยม อย่างไรก็ตามความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับความเชื่อฝ่ายจิตวิญญาณใน พระคริสต์และความตั้งใจจริงมักจะขาดหายไป ดังนั้นคนมากมายที่ประกาศตัวเป็นคริสเตียนใหม่ จึงยังหลงทางฝ่ายจิตวิญญาณอยู่อย่างน่าเศร้า ในยุคใหม่ที่มีแต่คนนับถือศาสนาแบบผิวเผินนี้ ผู้สนใจมากมายที่ต้องการความรอดแต่ได้รับข้อมูลอย่างไม่ครบถ้วน จึงพึ่งพากิจทางศาสนาต่างๆ แทนที่จะพึ่งพาความเชื่อในพระเยซูเจ้า มีกิจทางศาสนาอะไรบ้างที่คนเราอาจเข้าใจผิด และเอามาแทนที่หรือพึ่งพาแทนความเชื่อที่นำไปสู่ความรอด? บัพติศมา การทำความดี การไปโบสถ์

และการถวาย เป็นต้น

 

ตามประวัติศาสตร์ ความพยายามของมนุษย์มักจะถูกนำมาแทนที่การกลับใจด้วยความจริงใจและ     ความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์ อย่างไรก็ตามพระคัมภีร์สอนว่า พระคุณและการอภัยโทษของ พระเจ้านั้นมีไว้สำหรับทุกคนอย่างครบถ้วนและไม่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน ไม่มีสิ่งใดจะเริ่ม ความสัมพันธ์นิรันดร์กับพระบิดาของพระเยซูคริสต์ได้ นอกจากความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา (ดูยอห์น 14:21-24; โรม 10:9-10; เอเฟซัส 2:8-9)

 

ศาสนาพลเมืองเป็นศัตรูกับความเชื่อคริสเตียนมาตลอด เมื่อไรก็ตามที่เรายกสัญชาติ ประวัติวงศ์ ตระกูล กิจทางศาสนา หรือการทำความดีขึ้นมาเท่ากับความเชื่อที่นำไปสู่การไถ่ เราก็พลาดประเด็น

ทั้งหมดของไม้กางเขนและการคืนพระชนม์

 

พอถึงศตวรรษที่สาม การประกาศก็ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดจากศาสนาพลเมือง และคน มากมายที่ยังไม่ได้รับการไถ่ก็พากันเรียกตัวเองว่าคริสเตียนตามอย่างคอนสแตนติน ตราบใดที่ผู้เชื่อ ยังต้องหลบๆซ่อนๆในการนมัสการพระเจ้าและถูกข่มเหง มันก็ไม่ยากที่จะรู้ว่าใครเป็นสาวกแท้ของ พระคริสต์ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ค่อยๆเปลี่ยนไป การเข้ามาของศาสนาพลเมืองได้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ๆมากมายที่ไม่คาดคิด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะบ่อนทำลายความเป็นสาวกของคริสเตียน

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ของเทียมฝ่ายจิตวิญญาณที่ลอกเลียนคริสต์ศาสนาของแท้ก็คือ การทำตัวให้ดูเหมือนเคร่งศาสนา โดยไม่มีความจริงฝ่ายจิตวิญญาณภายในคือไม่ได้รับการไถ่อย่างแท้จริง โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ คำสอนเท็จที่ไม่มีฤทธิ์เดชที่ให้ชีวิตนั้นเป็นเพียงคำพูดซึ่งทำทีเหมือน เคร่งศาสนา แต่มันไม่สามารถให้ความมั่นใจในความรอดแก่ใครได้ โดยพระคุณที่มาทางไม้กางเขน เท่านั้นที่มนุษยชาติจะได้พบการอภัยโทษ การบังเกิดใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถ ให้ความมั่นใจว่าเราจะได้อยู่กับพระบิดาในสวรรค์ การทำตัวเคร่งศาสนาอย่างเดียวโดยไม่มีความเชื่อ ในพระเยซูคริสต์จะนำไปสู่ความหวังจอมปลอม ไม่มีใครต้องการความรู้สึกว้าวุ่นที่เกิดจากการหลอก ตัวเองในเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณแบบนั้น สิ่งนี้มีแต่จะนำไปสู่ความว่างเปล่าไม่จบสิ้น รวมทั้งนำไปสู่ พันธนาการฝ่ายจิตวิญญาณ

 

การทำเป็นอาชีพ – หลังจากที่คริสตจักรเติบโตอย่างรวดเร็วในศตวรรษแรกๆ แนวโน้มแง่ลบ อีกอย่างหนึ่งก็เริ่มก่อตัว แนวโน้มแบบใหม่นี้คือการมอบหมายงานรับใช้ของคริสเตียนไว้กับคริสเตียน ที่ผ่านการฝึกไม่กี่คนซึ่งทำงานรับใช้เป็นอาชีพ และเมื่อเวลาผ่านไป ความผิดพลาดที่ลุกลามนี้ก็มี ความหมายเหมือนกับคำพูดที่ว่า “ให้พวกผู้รับใช้ทำเถอะ”แทนที่สมาชิกคริสตจักรจะทำงานรับใช้ ด้วยตัวเอง พวกเขากลับเริ่มคิดว่า “เราถวายทรัพย์ เพื่อเจ้าหน้าที่คริสตจักรจะทำงานได้ ความเข้าใจ เรื่องงานรับใช้ที่กลับตาลปัตรนี้พิสูจน์ได้ชัดว่ามันตรงกันข้ามกับวิธีการของ คริสตจักรยุคแรกใน พระคัมภีร์ใหม่อย่างสิ้นเชิง เพราะความผิดพลาดที่ลุกลามไปไกลและดำเนินไปด้วยตัวเองได้เรื่อยๆนี้ สมาชิกคริสตจักรจำนวนมากจึงยังคงไม่พร้อมที่จะทำงานของตนเอง แม้กระทั่งในปัจจุบันยังเป็นเรื่อง น่าเศร้าที่พวกเขาคาดหวังแบบผิดๆคือ ให้คนอื่นทำงานรับใช้ที่พระเจ้าประทานให้เขาทำ การดำเนิน ชีวิตที่มีแนวคิดไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์เหล่านี้ รวมทั้งพัฒนาการอื่ด้าน อื่นๆทำนองนี้ จึงส่งผลทำให้พระมหาบัญชาของพระเยซูจึงยังไม่สำเร็จ

 

ทีนี้ให้เราดูต้นแบบในพระคัมภีร์ใหม่สำหรับการฝึกผู้นำคริสตจักร ต้นแบบในพระคัมภีร์ใหม่สำหรับ การสร้างผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับแนวโน้มความคิดผิดๆที่เราเพิ่งเรียนรู้มาก่อน หน้านี้ ผู้ที่มีส่วนในงานรับใช้พระเจ้าอย่างแข็งขันซึ่งได้รับการทรงเรียกอย่างเจาะจงให้ทวีคูณโดยการ สร้างสาวก ด้วยเหตุผลข้อนี้ ผู้นำคริสตจักรจึงได้รับคำสั่งให้ฝึกสมาชิกให้ทำงานรับใช้ส่วนตัวอย่าง มีประสิทธิภาพ เอเฟซัส 2:10 ยืนยันความเข้าใจนี้โดยกล่าวว่า“เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของ พระองค์ที่ ทรงสร้าง ขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม ไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม”

 

งานรับใช้ของผู้นำคริสตจักรได้แก่การสอนสมาชิกให้รู้ว่าจะใช้ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณของตน อย่างไร เมื่อไร และที่ไหนและจะทำหน้าที่ในฐานะอวัยวะที่มีค่าในพระกายของพระคริสต์ได้อย่างไร

พระคัมภีร์ย้ำเตือนเราว่าและพระองค์เองประทานให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนสำหรับการ ปรนนิบัติและการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ (เอเฟซัส 4:11-12)

 

ความรับผิดชอบร่วมของผู้นำคริสตจักรของเราคืออะไร? พวกเขาต้องฝึกคนของพระเจ้าเพื่อคนของ พระเจ้าจะสามารถทำงานรับใช้ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดว่าต้นแบบ การฝึกคนแบบศตวรรษที่หนึ่งนี้ ยังคงเป็นแนวทางปฏิบัติปกติของผู้นำคริสตจักรในปัจจุบันหรือไม่?

 

เมื่อเรากลับมาค้นพบพลังฝ่ายจิตวิญญาณของการทวีคูณการประกาศอีกครั้ง เราต้องจำไว้ว่าวิธีการ หลักในพระคัมภีร์สำหรับการเตรียมผู้นำคริสเตียนในอนาคตคือการฝึกโดยใช้ความสัมพันธ์ ผู้นำ คริสตจักรในศตวรรษแรกได้สังเกตดูสิ่งที่พระเยซูทำ แล้วจึงทำตามแบบอย่างของพระองค์อย่าง ระมัดระวัง การฝึกของพระองค์เป็นธรรมชาติและเปิดเผยที่พวกเขาทำก็แค่ทำตามวิถีชีวิตการสร้าง สาวกของพระองค์และสั่งสอนผู้เชื่อรุ่นหลังทุกคนให้ทำแบบเดียวกัน

 

การดูแลผู้เชื่อใหม่

เราเห็นได้ง่ายๆว่าพระเยซูทรงรักคริสเตียนใหม่มาก โดยดูจากสิ่งที่พระองค์ตรัสในช่วงไม่กี่ชั่วโมง สุดท้ายที่พระองค์อยู่กับสาวกรุ่นแรก ขอให้คุณคิดใคร่ครวญถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสกับเปโตร พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย ท่านรักเรามากกว่าพวกนี้หรือ?’” หลังจากเปโตรตอบ พระเยซูก็ตรัสว่า จงเลี้ยงดูลูกแกะของเราเถิด”   คำสั่งนี้เจาะจงไปที่การดูแลความต้องการฝ่าย จิตวิญญาณของผู้เชื่อใหม่จากนั้นพระเยซูก็พูดถึงผู้เชื่อที่โตแล้วว่า จงดูแลแกะของเราเถิดและ จงเลี้ยงดูแกะของเราเถิด(ยอห์น 21:15-17)

 

คนคือความสนใจหลักที่พระเยซูทรงสนพระทัยมาตลอด ดังนั้นเมื่อเราลงทุนเวลาในการสร้าง ผู้เชื่อใหม่หรือคริสเตียนคนอื่นๆที่กำลังเติบโต เราก็กำลังสำแดงความรักที่เรามีต่อพระองค์ การกระทำของเราแสดงออกอย่างมีความหมายที่สุดว่าเราอุทิศตัวอย่างจริงใจ และกตัญญูต่อพระองค์ การสร้างสาวกคืองานรับใช้ที่เจาะจงซึ่งพระเยซูเจ้าของเราบัญชาไว้ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับขึ้นไปประทับที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระบิดา ดังนั้นการบรรลุภารกิจสำคัญนี้ต้องมีความสำคัญเป็นอันดับ หนึ่ง เหนือกว่างานรับใช้หลายรูปแบบในคริสตจักรปัจจุบัน บางคริสตจักรมีคนจำนวนมากแต่ทั้งๆ ที่พระเยซูตรัสไว้เช่นนั้น ก็ยังมีสมาชิกคริสตจักรน้อยมากที่เคยได้รับการสร้างส่วนตัวจากผู้เชื่อที่มี ประสบการณ์มากกว่า นี่คือสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้พวกเขายังไม่ทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มพูนคริสตจักรหลายคนรู้สึกตกใจกับอัตราการลดจำนวนคนในคริสตจักร ปัจจุบันซึ่งมีการลดจำนวนอย่างมหาศาลในระดับนานาชาติ แต่ละปีมีสมาชิกแต่ในนามนับล้าน ๆ คนซึ่งไม่ได้รับการฝึกกำลังหวนกลับไปใช้ชีวิตอย่างโลก แนวโน้มเช่นนี้เกิดจากสาเหตุหลักคือ การละเลย และการหายไปของกระบวนการสร้างสาวกโดยเจตนาตามแบบพระคัมภีร์ใหม่

 

ปัจจุบันเราได้รับคำเตือนเรื่องนี้เพราะสมาชิกใหม่หลายเปอร์เซ็นต์กำลังออกไปเงียบๆทาง“ประตูหลัง” ของคริสตจักรโดยไม่มีใครสังเกต ในที่สุดเมื่ออัตราการลดจำนวนนี้มีค่าเท่ากับจำนวนคนที่เข้ามา เพราะการประกาศของคริสตจักร ไม่ช้าคริสตจักรก็จะอยู่ในสภาพไม่เติบโต

 

คริสตจักรที่แข็งแรงเกิดจากการมีสมาชิกแต่ละคนที่มีสุขภาพดีฝ่ายจิตวิญญาณ นี่คือเหตุผลที่การ สร้างสาวกแบบชีวิตสัมผัสชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ เมื่อพูดถึงการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณระยะแรกเริ่ม เปาโลอธิบายว่า ข้าพเจ้าเลี้ยงพวกท่านด้วยน้ำนม ไม่ใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนท่านไม่สามารถรับ และเดี๋ยวนี้ท่านก็ยังคงไม่สามารถรับได้(1โครินธ์ 3:2) และอีกครั้งหนึ่งใน 1 เธสะโลนิกา 2:7 เขากล่าวว่า แต่เราอยู่ในหมู่พวกท่านด้วยความสุภาพอ่อนโยน เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน

 

ให้คุณพิจารณาระดับความใส่ใจซึ่งพ่อแม่ที่รักลูกให้แก่ทารกแต่ละคน ทีนี้ขอให้ลองนึกภาพความ ท้าทายอันใหญ่หลวงในการดูแลแฝดห้าคนในระยะแรกเกิด เช่นเดียวกันในแต่ละคริสตจักรเราก็ต้อง อาศัยผู้สร้างสาวกจำนวนมากที่ผ่านการฝึก เพื่อดูแลเอาใจใส่คริสเตียนใหม่แต่ละคนอย่างที่พวกเขา จำเป็นต้องได้รับ ในปีแรกที่พวกเขาดำเนินกับพระคริสต์ พวกเขามีความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณนี้ อย่างสูง ช่วงเวลาสำคัญยิ่งที่พวกเขากำลังปรับตัวนี้จำเป็นต้องมีการสามัคคีธรรมอย่างต่อเนื่อง และต้องได้รับอาหารฝ่ายจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ เปโตรเขียนไว้ว่าเช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ไร้สิ่งเจือปน เพื่อโดยน้ำนมนั้นพวกท่านจะเติบโตขึ้นสู่ความรอด(1เปโตร 2:2)

 

เมื่อผู้เชื่อใหม่ได้รับการเลี้ยงดูส่วนตัว ได้รับอาหารฝ่ายจิตวิญญาณดีๆ และได้อยู่ในสภาพแวดล้อม คริสตจักรที่เสริมสร้าง ผู้เชื่อใหม่ก็จะเจริญเติบโต และด้วยกระบวนการสร้างสาวกโดยเจตนา อย่างต่อเนื่อง พวกเขาก็จะได้รับสิทธิพิเศษที่จะ เติบโตขึ้นสู่ความรอด(1 เปโตร 2:2) หลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ หรือสองสามเดือน พวกเขาก็จะสัมผัสความอิ่มใจจากการเรียนรู้ที่ จะกินอาหารฝ่ายจิตวิญญาณอย่างสมดุลด้วยตัวเอง และคนอื่นจะสังเกตเห็นได้ว่าความอยากอาหาร ฝ่ายจิตวิญญาณและการเติบโตส่วนตัวของพวกเขาจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ  เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าพวกเขาได้รับการสร้างอย่างถูกต้อง พวกเขาจะก้าวหน้าจากน้ำนมไปสู่ข้าวแล้วก็ไปสู่เนื้อ จนกระทั่งในที่สุดพวกเขาก็จะเข้าใจว่า อาหารแข็งนั้นสำหรับผู้ใหญ่(ฮีบรู 5:14)เป็นอาหารสำหรับผู้ ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ

 

การสร้างสาวกจึงเป็นกระบวนการสร้างผู้เชื่อให้เติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณเพื่อป้องกันการถดถอยฝ่าย วิญญาณของผู้เชื่อในคริสตจักร และที่สำคัญคือการส่งเสริมให้เกิดการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณใน อนาคตของคริสตจักร ซึ่งเป็นการทำให้มหาบัญชาของพระเยซูคริสต์สำเร็จตามพระประสงค์ ของพระเจ้า

 

(คัดลอกมากจาก คู่มือการเป็นผู้สร้างสาวก โดย ดร.บิลลี่ แฮงค์ส จูเนียร์)

 

Comments

comments