ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

นักสร้างสาวกที่มีประสบการณ์และอุทิศตัวมากที่สุดคนหนึ่งที่เราพบได้ในโลกปัจจุบันคือจีน วาร์ ฆราวาสและนักธุรกิจในเมืองโอคลาโฮมาซิตี้ เขาเป็นประธานบริษัทวาร์ ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง The Godly Man (ผู้ชายในทางของพระเจ้า) หนังสือศึกษาพระคัมภีร์เชิงปฏิบัติสำหรับผู้ชาย เนื้อหาในบทนี้มาจากหนังสือของเขาเรื่อง Making Disciples (การสร้างสาวก) (Fort Worth, Texas: International Evangelism Association, 1986) ซึ่งนักสร้างสาวกทุกคนจำเป็นต้องมีไว้ในห้องสมุดส่วนตัว

 

ลอร์น แซนนี ประธานองค์การเนวิเกเตอร์ส ได้เขียนข้อความที่มีความหมายนี้ไว้ในคำนำ “จีน วาร์เป็นนักสร้างสาวก นอกจากนั้นเขายังเป็นนักกระตุ้น เขาทำสิ่งนี้มานานหลายปี และชักชวนคนอื่นให้ทำด้วย ดังนั้นเนื้อหาที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้จึงผ่านการทดสอบในประสบการณ์จริงมาแล้ว มันเป็นคู่มือบอกวิธีการขนานแท้สำหรับผู้ที่ตั้งใจจะเชื่อฟังพระบัญชาของพระเยซูที่ให้เรา ออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา’” คงจะไม่มีคำกล่าวใดเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว

 

บทนี้จะพูดถึงด้านลบบางอย่างที่จำเป็นต้องทราบ คำเตือนเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องยอมเสียสละในพันธกิจ และความเข้าใจผิดบางอย่างที่บางคนมีต่อแนวทางการสร้างสาวก แต่ลีลาการเขียนที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ของวาร์จะทำให้เราเต็มใจที่จะเสียสละ และช่วยเราเอาชนะความเข้าใจผิดใด ๆ ก็ตามที่เราอาจเคยมี

จีน วาร์

 

จงมอบคำสอนเหล่านั้นซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายๆคน ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย (2 ทิโมธี 2:2)

 

การทวีคูณใช้ได้ผล มันเป็นแผนการทำพันธกิจของพระเจ้าซึ่งผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลาแล้ว สาวกถูกสร้างมาตลอดหลายศตวรรษ และเวลานี้มีตัวแทนคริสต์ศาสนาอยู่ในทุกประเทศบนโลก โมเสสเทชีวิตของตนให้โยชูวา เอลียาห์เทชีวิตของตนให้เอลีชา แล้วก็ต่อ ๆ กันมา พระเยซูสู่สาวกสิบสองคน สาวกสิบสองคนสู่คนอื่น ๆ เปาโลสู่ทิโมธี ทิโมธีสู่คนที่สัตย์ซื่อ และคนที่สัตย์ซื่อสู่คนอื่น ๆ ต่อไป

 

ทำไมผมจึงอุทิศตัวเพื่อพันธกิจการทวีคูณ

 

ผมอุทิศตัวเพื่อพันธกิจการทวีคูณเพราะเหตุผลสามประการ คือ ความสั้นของชีวิต การตระหนักว่าผมเป็นผู้อารักขา และความปรารถนาที่จะให้ชีวิตของผมมีความหมายสำหรับพระเจ้า

 

ประการแรก ความสั้นของชีวิต พระคัมภีร์สอนเราว่าชีวิตนั้นเหมือนไอน้ำ มันเร็วกว่ากระสวยของช่างทอผ้า และเหมือนเรื่องราวที่เล่ากัน มันอยู่เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว เหมือนน้ำที่เทลงบนพื้นและไม่สามารถตักขึ้นมาใหม่ ผมสามารถพูดเหมือนกับดาวิดตอนที่เขาร้องว่า เมื่อถึงวัยชรา ขออย่าทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ทิ้งเสีย ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์หมดแรง (สดุดี 71:9) ผมเข้าใจเรื่องนั้น รวมทั้งเมื่อดาวิดอธิษฐานว่า แม้ข้าพระองค์จะถึงวัยชราและมีผมหงอกก็ตาม ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์ จนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงฤทธานุภาพของพระองค์แก่คนรุ่นหลัง และประกาศพระอานุภาพของพระองค์แก่ผู้ที่จะเกิดมา (สดุดี 71:18)

 

ทางเดียวที่ผมจะประกาศอานุภาพของพระเจ้าแก่ “ผู้ที่จะเกิดมา” ก็คือโดยการลงทุนในชีวิตของคนอื่นที่จะลงทุนในชีวิตของคนอื่นที่จะลงทุน… และด้วยวิธีนี้ โดยพระคุณของพระเจ้า ผมก็จะสามารถประกาศอานุภาพของพระเจ้าแก่คนรุ่นที่ยังไม่เกิดมา

 

พระคัมภีร์มีแม้กระทั่งพระสัญญาบางข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนกระทั่งเจ้าแก่ เราก็คือผู้นั้น เราจะอุ้มชูเจ้าจนเจ้าผมหงอก เราได้สร้าง เราจะแบกไว้ เราจะอุ้มชูและเราจะช่วยกู้ (อิสยาห์ 46:4) สดุดีสัญญาว่า มันยังออกผลเมื่อแก่แล้ว มันมีน้ำเลี้ยงเต็มและเขียวสดอยู่ (สดุดี 92:14)

 

ประการที่สอง การตระหนักว่าผมเป็นผู้อารักขา เราพูดถึงชีวิตว่า “ชีวิตของฉัน” มันล้ำค่า ในโยบ 2:4 ซาตานบอกว่า คนย่อมให้ทุกอย่างที่เขามีอยู่แทนชีวิตของเขา แต่ทำไมเราจึงเรียกมันว่า “ชีวิตของฉัน” ผมมีความรับผิดชอบต่อชีวิตที่พระเจ้าประทานแก่ผม ผมไม่ได้ประดิษฐ์มันขึ้นมา ผมไม่ได้ทำให้มันดำรงอยู่ มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ผมยืมเป็นเวลาสั้น ๆ ระหว่างที่ผมอยู่ในโลกนี้ และผมเชื่อว่าผมมีความรับผิดชอบที่จะต้องลงทุนชีวิตนี้ในสิ่งที่จะทำให้มันมีความหมายที่สุด ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า ชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้าของเรา จงให้เสียงสรรเสริญพระองค์เป็นที่ได้ยิน พระองค์ทรงให้เราอยู่ท่ามกลางคนเป็น และไม่ทรงยอมให้เท้าเราพลาด (สดุดี 66:8-9)

 

ประการที่สาม ผมต้องการให้ชีวิตของผมมีความหมายสำหรับสิ่งที่คุ้มค่า ผมเกลียดที่จะต้องไปถึงสุดทาง แล้วก็ถูกกล่าวถึงเหมือนที่มีคนกล่าวถึงสามีภรรยาชราคู่หนึ่งในหนังสือเรื่อง ‘ทาสชีวิต’ (Of Human Bondage) ของซัมเมอร์เซท มอห์มว่า ‘มันเหมือนพวกเขาไม่เคยมีชีวิตอยู่เลย’ ผมไม่อยากให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นกับผม ผมอยากใช้ชีวิตและส่งต่อชีวิตที่ครบบริบูรณ์ในพระคริสต์ไปยังคนอื่น ๆ อีกมากมาย ผมสามารถทำสิ่งนี้ได้โดยพันธกิจการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ คือถ่ายทอดตัวผมต่อไปอีกหลาย ๆ ครั้งในพันธกิจการสร้างสาวก และคุณก็ทำได้เช่นกัน

 

การสร้างสาวกเป็นพันธกิจราคาแพง

 

เพื่อจะให้พระเจ้าใช้เราในการสร้างสาวก เราต้องเต็มใจที่จะจ่ายราคาของพันธกิจนี้… และมันเป็นพันธกิจราคาแพง

 

แพงในแง่ปริมาณของเวลา เราต้องพร้อมจะให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา การขับรถไปร้านอาหารเพื่อทานอาหารกับคนที่เราฝึกต้องใช้เวลา การเดินทางไปกับคนที่เราฝึกก็ต้องใช้เวลา และการทำสิ่งอื่น ๆ ที่จะทำให้เขากลายเป็นสาวกที่สร้างคนอื่นต่อไปได้ก็ต้องใช้เวลา โมเสสอธิษฐานว่า ขอทรงสอนข้าพระองค์ทั้งหลายให้นับวันของตน เพื่อพวกข้าพระองค์จะมีจิตใจที่มีปัญญา (สดุดี 90:12) เวลาของเราจะไม่ใช่ของเราเอง เราต้องพร้อมสำหรับคนที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้ช่วยเขา

 

แพงในแง่ความไม่มีชื่อเสียง เปาโลกล่าวว่า ขอให้ท่านทำอย่างนี้มากขึ้นอีก และจงตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสงบ และทำกิจธุระส่วนของตน และทำงานด้วยมือของตนเอง เหมือนอย่างที่เรากำชับท่านแล้ว เพื่อพวกท่านจะได้เป็นที่นับถือของคนภายนอก และไม่ต้องรบกวนใครเลย (1 เธสะโลนิกา 4:11-12) พันธกิจการติดตามผลและการนำผู้เชื่อใหม่เข้ามารวมเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรนั้นไม่ใช่งานที่จะได้รับการประกาศเกียรติคุณอย่างกว้างขวางในจดหมายข่าวของคริสตจักร และมันไม่มีช่องให้กาบนซองถวายทรัพย์ แต่ไหนแต่ไรมาการสร้างสาวกก็เป็นงานซึ่งไม่เป็นที่รับรู้ในอาณาจักรของพระเจ้า

 

แพงในแง่ความไม่สะดวก เราเป็นผู้รับใช้ของคนที่เราตั้งใจจะช่วย พระเยซูตรัสว่า เราอยู่ท่ามกลางพวกท่านเหมือนกับผู้ปรนนิบัติ (ลูกา 22;27) เราต้องตอบสนองความต้องการของคนที่พระเจ้าทรงเลือกให้เราช่วยเขา และนี่หมายถึงการลุกจากโทรทัศน์ระหว่างการแข่งขันกีฬารอบเพลย์ออฟระหว่างทีมดัลลัสกับลอสแองเจลิส ในขณะที่คะแนนเสมอกันและเหลือเวลาการแข่งขันอีกไม่กี่นาที เพราะมีโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือมาจากคนที่ผมกำลังฝึก เราตอบสนองความต้องการเหล่านี้ตามเงื่อนไขของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา เราเป็นผู้รับใช้ของพระกายพระคริสต์

 

แพงในแง่ความเจ็บปวด หลายครั้งเราจะเจ็บปวดเพราะคนที่เราพยายามจะช่วย เปาโลเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า และข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะสละทุกสิ่งและสละตัวเองจนหมดเพื่อเห็นแก่ท่านทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ารักท่านมากขึ้น พวกท่านกลับจะรักข้าพเจ้าน้อยลงหรือ (2 โครินธ์ 12:15) ในจดหมายฉบับเดียวกัน เขาเสริมว่า และเราอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายไม่ทำชั่วใด ๆ นั้น ไม่ได้ทำเพื่อให้เห็นว่าเราสามารถผ่านการพิสูจน์ แต่เพื่อให้พวกท่านทำสิ่งที่ดี แม้จะดูเหมือนว่าเราเองไม่สามารถผ่านการพิสูจน์ก็ตาม (2 โครินธ์ 13:7) เปาโลเต็มใจที่จะจ่ายราคาโดยการถูกดูหมิ่น ถ้าความเจ็บปวดนั้นจะช่วยชาวโครินธ์ เขากล่าวต่อไปว่า เพราะว่าเมื่อเราอ่อนแอ และพวกท่านเข้มแข็ง เราก็ยินดี เราอธิษฐานเพื่อสิ่งนี้ คือการที่ท่านทั้งหลายจะกลับสู่สภาพดีดังเดิม (2 โครินธ์ 13:9) บางคนที่คุณลงทุนชีวิตกับเขาจะหันหลังให้คุณและเดินจากคุณไป บางคนอาจถึงขั้นมีท่าทีขมขื่นต่อคุณ และยังมีบางคนที่จะก้าวไปไกลในโรงเรียนแห่งการสร้างสาวก แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น ทั้งหมดนี้จะทำให้คุณเจ็บปวด คุณต้องไม่ท้อใจในการทรงเรียกของคุณ เพราะในที่สุดบางคนที่ตกข้างทางก็จะกลับมาและอยากเดินบนเส้นทางนี้อีกครั้ง และแน่นอน เพราะความช่วยเหลือที่ได้รับ อีกหลายคนก็อยู่ในสภาพดีกว่าที่เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ เลย

 

แพงในแง่ความเสี่ยงที่จะต้องเปิดเผย เปาโลเขียนถึงทิโมธีว่า บัดนี้ ท่านก็ประจักษ์ชัดแล้วซึ่งคำสอน พฤติกรรม ความมุ่งหมายในชีวิต ความเชื่อ ความอดทน ความรัก ความหนักแน่นมั่นคง การถูกข่มเหง การทนทุกข์ยากลำบากของข้าพเจ้า และสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ณ เมืองอันทิโอก เมืองอิโคนียูม และเมืองลิสตรา การกดขี่ข่มเหงที่ข้าพเจ้าได้ทนเอา ถึงกระนั้นก็ดี องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด (2 ทิโมธี 3:10-11) ในคำแปลฉบับฟีลิปส์ พระคัมภีร์ข้อนี้ได้รับการแปลว่า “แต่ทิโมธี ท่านได้รู้อย่างลึกซึ้งทั้งสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สอนและวิถีทางที่ข้าพเจ้าดำเนินชีวิต จุดมุ่งหมายและความเชื่อของข้าพเจ้าไม่ได้ปิดเป็นความลับต่อท่าน ท่านได้เห็นความทรหดและความรักและความอดทน ขณะที่ข้าพเจ้าเผชิญการข่มเหงและความยากลำบากทั้งหมดเหล่านั้น”

 

คุณไม่สามารถปิดบังจากคนที่คุณกำลังช่วยเขา คนที่คุณกำลังช่วยเขาจะเห็นข้อบกพร่องส่วนตัวของคุณ สาวกจะรู้จุดอ่อนของคุณ เพราะในความสัมพันธ์ที่ต้องมองตากันตรง ๆ จะไม่มีที่ไหนให้หลบซ่อน

 

แพงในแง่ที่จะเห็นจุดอ่อนของคุณถูกถ่ายทอดต่อไป ในธรรมชาติเป็นอย่างไร ในฝ่ายจิตวิญญาณก็เป็นอย่างนั้น เราสร้างคนแบบเดียวกับเรา

 

นี่คือเหตุผลที่ “การฝึกแบบสลับ” เป็นสิ่งสำคัญมาก การฝึกแบบนี้จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติในคริสตจักร ผ่านทางความสัมพันธ์กับหลายคนในชั้นรวีวารศึกษาและการประชุมนมัสการ ในการฝึกแบบสลับ สาวกจะได้รับความช่วยเหลือฝ่ายจิตวิญญาณจากคนอื่น ๆ นอกเหนือจากคุณ เพื่อจุดอ่อนทั้งหมดของคุณจะไม่ถูกถ่ายทอดไปให้บุคคลนั้น สิ่งที่ซามูเอลเรียนรู้ขณะเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ในครอบครัวของเอลี (นิสัยไม่ดีในการเลี้ยงลูก) เขาก็ถ่ายทอดไปให้ลูก ๆ ของเขาเอง หลังจากนั้นในบั้นปลายชีวิตของซามูเอล ประชาชนก็เห็นจุดอ่อนร้ายแรงในลูก ๆ ของเขา และขอไม่ให้ลูก ๆ ของซามูเอลปกครองพวกเขา กษัตริย์จึงต้องถูกเลือกมาจากที่อื่น เราถ่ายทอดลักษณะแบบเดียวกับเราจริง ๆ

 

แพงในแง่ชีวิตของคุณ นี่คือราคาหลักที่เราต้องจ่าย ถ้าเราต้องการจะสร้างคนอื่น พระเจ้าตรัสผ่านอิสยาห์ไปถึงประชากรอิสราเอลของพระองค์ว่า เพราะว่าเจ้ามีค่าในสายตาของเรา เจ้าได้รับเกียรติและเราเองรักเจ้า เราจึงให้คนเพื่อแลกกับเจ้า และให้ชนทั้งหลายเพื่อแลกกับชีวิตของเจ้า (43:4) นั่นแหละคือสิ่งที่คุณจะต้องเสียสละ – ชีวิตของคุณ

 

ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับพันธกิจการสร้างสาวก

 

เนื่องจากพันธกิจการทวีคูณมีประสิทธิภาพมาก ศัตรูของเราคือมารจึงพยายามต่อต้านอย่างดุเดือด มันจะพยายามต่อสู้ด้วยทุกวิถีทางที่ทำได้ และเครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของมันคือการใช้ความเข้าใจผิด ๆ เราจำเป็นต้องระวังความเข้าใจผิด ๆ เหล่านี้ เพื่อจะทำให้พันธกิจการสร้างสาวกของเราบรรลุผลสำเร็จ มีความเข้าใจผิด ๆ จำนวนหนึ่งที่อาจขัดขวางงานของเรา

 

คิดว่าการเน้นที่การสร้างสาวกจะละเลยการประกาศ พันธกิจของเราไม่ใช่พันธกิจแบบ “จะทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น” แต่เป็นพันธกิจแบบ “ทั้งสิ่งนี้และสิ่งนั้น” เราต้องไม่ติดตามผลคนอื่นอย่างเดียว แต่เราต้องนำคนอื่นมาหาพระคริสต์ด้วย ผลลัพธ์ของการฝึกตัวต่อตัวจะพัฒนาวิถีชีวิตแห่งการสืบเชื้อสายฝ่ายจิตวิญญาณ

 

คิดว่าคุณต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเสียก่อนจึงจะช่วยให้คนอื่นกลายเป็นสาวกได้ คุณแค่ต้องนำหน้าคนอื่นอยู่หนึ่งก้าว เพื่อจะช่วยนำพวกเขาไปตลอดเส้นทางแห่งชีวิต แม้แต่เปาโลก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบแล้วในตอนที่เขาฝึกทิโมธีและคนอื่น ๆ

 

คิดว่าคุณต้องเป็นผู้รับใช้ที่ได้รับการสถาปนาจึงจะทำงานนี้ได้ บางครั้งแม้กระทั่งผู้รับใช้และนักศาสนศาสตร์ก็ไม่รู้วิธีเข้าถึงคนอื่นแบบเป็นส่วนตัว ดับเบิลยู. เอ. คริสเวลล์เล่าเรื่องนักศาสนศาสตร์แนวสมัยใหม่นิยมกลุ่มหนึ่งซึ่งได้พบพระเยซูเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสถามนักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังกลุ่มนี้ว่า “คนทั้งหลายพูดกันว่าเราเป็นใคร” และพวกเขาตอบว่า “บางคนบอกว่าพระองค์เป็นยอห์นผู้ให้บัพติศมาที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมา บางคนบอกว่าพระองค์เป็นเยเรมีย์หรือคนหนึ่งในบรรดาผู้เผยพระวจนะ แต่ก็ยังมีบางคนที่บอกว่าพระองค์เป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า” แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสถามนักศาสนศาสตร์เหล่านั้นว่า “แล้วพวกท่านว่าเราเป็นใคร” และนักศาสนศาสตร์ก็ตอบด้วยคำตอบแบบคงแก่เรียน “พระองค์ทรงเป็นมูลเหตุแห่งการดำรงอยู่ พระองค์ทรงเป็นการกระโจนด้วยความเชื่อไปสู่ความลี้ลับที่ไม่อาจหยั่งถึง พระองค์ทรงเป็นการเผชิญหน้ากับความเป็นอนันต์ของประสบการณ์อัตวิสัยที่อยู่ภายใน ตามภาวะการดำรงอยู่ซึ่งไม่อาจเขียนเป็นถ้อยคำ ไม่อาจกล่าวเป็นคำพูด ไม่อาจนำเสนอ” องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหันไปอย่างเศร้า ๆ

 

คิดว่ามันเป็นแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง มีเรื่องราวของชายที่บอกดไวท์ แอล. มูดี้ นักประกาศผู้มีชื่อเสียงว่า เขาไม่ชอบวิธีการประกาศของมูดี้ มูดี้ตอบว่าเขาก็ไม่ค่อยพอใจตัวเองเท่าไร แล้วเขาก็ถามชายคนนั้นว่าเขาใช้วิธีไหน ชายคนนั้นตอบว่า “โอ้ ผมไม่มีวิธีการอะไรหรอก” มูดี้ตอบว่า “เหรอครับ งั้นผมชอบวิธีของผมมากกว่าของคุณ”

 

จริงอยู่ ถ้าผู้ที่เริ่มกระบวนการทวีคูณเมื่อสามสิบสองปีที่แล้วประสบความสำเร็จกับผู้เชื่อใหม่และสาวกทุกคน เวลานี้ทั้งโลกก็คงจะได้ยินเรื่องพระคริสต์ไปแล้ว ห่วงโซ่ที่อ่อนแอทำให้กระบวนการถ่ายทอดนี้ขาดตอน ทุกครั้งที่คุณเสียห่วงโซ่ไปหนึ่งข้อ คุณก็เสียผลผลิตขั้นสุดท้ายไปครึ่งหนึ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสร้างสาวกอย่างมีคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

คิดว่าคุณต้องเห็นผลที่วัดได้โดยทันที พระเยซูต้องใช้เวลาสามปีเพื่อฝึกสิบสองคน… และความจริงแล้วมีเพียงสามคนที่ได้รับการฝึกในระดับลึกมาก ๆ แล้วทำไมเราจึงเร่งรีบเช่นนั้น ในสังคมแบบ “สำเร็จรูป” ของเรา เราอยากได้สาวกสำเร็จรูป แต่ของแบบนั้นไม่เคยมีในประวัติศาสตร์คริสตจักร

 

คิดว่ามันจะประสบความสำเร็จเสมอ แน่นอนครับ มันจะไม่เป็นอย่างนั้น จะมีห่วงโซ่ที่อ่อนแอเสมอ เรื่องราวของเกหะซี สาวกของเอลีชาใน 2 พงษ์กษัตริย์ (5:15-16, 21-27) คือตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ เกหะซีมีโอกาสทุกอย่างที่จะเรียนรู้ เขาเห็นเอลีชาบำบัดน้ำในเมืองซึ่งทำให้คนแท้งลูก เขาเห็นว่าหมีมาทำร้ายพวกคนหนุ่มที่ล้อเลียนเอลีชา เขาได้ยินเอลีชาอธิษฐานและเห็นพระเจ้าทรงตอบด้วยการเติมน้ำลงในร่องน้ำเพื่อคนและสัตว์จะได้ดื่มขณะต่อสู้กับชาวโมอับ เขาเห็นหญิงม่ายได้รับน้ำมันอย่างอัศจรรย์ มากเพียงพอที่จะขายและใช้หนี้ของนาง และยังมีเหลือมากพอที่จะดำรงชีวิตต่อไป เขาเห็นการชุบชีวิตลูกชายของหญิงชาวชูเนม เขาเห็นเอลีชาชำระหม้อผักที่มีพิษ ซึ่งลูก ๆ ของพวกผู้เผยพระวจนะได้ชิมไปแล้ว ด้วยการโยนแป้งกำมือหนึ่งลงไป เขาเห็นนาอามานคนโรคเรื้อนได้รับการรักษาให้หาย กระนั้นในตอนจบ เกหะซีกลับล้มเหลว หนึ่งในความเข้าใจผิดใหญ่หลวงที่สุดในการทำงานกับคนก็คือ การคิดว่าคุณจะประสบความสำเร็จเสมอ มันจะไม่เป็นอย่างนั้น

 

แน่นอนว่าความพยายามสร้างสาวกแบบล้มลุกคลุกคลานของผมไม่ได้ประสบความสำเร็จไปเสียทุกครั้ง นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดใจ มีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ได้แก่

 

การประนีประนอมเพื่อให้สังคมยอมรับ ผมนึกถึงชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งผมขอเรียกเขาว่าบิล หลังจากได้รับการฝึกจากวิทยาลัยพระคริสตธรรมมาบ้าง บิลก็มาที่เมืองของเราด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงต่อคริสต์ศาสนาและการดำเนินชีวิตของเขาเอง เมื่อผมเริ่มพบปะ พูดคุย และอธิษฐานกับเขา ผมก็พบว่าเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับวินัยพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน ผมแบ่งปันสิ่งเหล่านี้แก่เขา และเขาตอบสนองต่อความคิดดังกล่าวในแง่บวก เขาเริ่มเข้าเฝ้าพระเจ้าทุก ๆ เช้าในการเฝ้าเดี่ยว เริ่มท่องจำข้อพระคัมภีร์ เกิดผลในการออกไปเป็นพยานแก่ผู้อื่น และศึกษาพระคัมภีร์แบบเจาะลึกได้อย่างดีเยี่ยม เขาสามารถหาเลี้ยงชีพได้อย่างดีด้วยตัวเขาเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เขากำลังทำตอนที่คริสตจักรเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองโอคลาโฮมาซิตี้มาเชิญเขาไปเป็นศิษยาภิบาล เขาตอบรับ พระเจ้าอวยพระพรงานรับใช้ของเขาที่นั่น และเรายังคงสามัคคีธรรมด้วยกัน ไม่นานคริสตจักรใหญ่กว่านั้นแห่งหนึ่งในรัฐที่อยู่ห่างไกลก็โทรมาหาเขา และเขาก็ตอบรับ ในสถานการณ์ที่ใหญ่ขึ้น เขาเข้าไปอยู่ในสังคมที่หรูหรากว่าเดิม เขาเริ่มดื่มเพื่อเข้าสังคม จากนั้นก็เริ่มพยายามผูกมิตรกับผู้หญิงคนอื่น ๆ อย่างไม่หยุดหย่อน ผลก็คือเขาต้องสูญเสียภรรยาและครอบครัว เขาปลิดชีวิตตัวเองในห้องพักโรงแรมริมทาง ใจผมยังคงคิดถึงเขาอยู่

 

ความรักเงิน แล้วก็มีอีกคนซึ่งผมขอเรียกเขาว่าจอร์จ จอร์จเป็นหนุ่มกิจกรรมที่หลักแหลม เข้าสังคมเก่ง เป็นนักธุรกิจที่ดี และดูเหมือนจะประสบความสำเร็จอย่างสูง ตอนที่เขาอายุประมาณสามสิบปี มีคนอธิบายคำกล่าวอ้างของพระคริสต์ให้เขาฟังอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก และเขาก็ตัดสินใจมาเชื่อ จากนั้นทุกอย่างก็พังทลาย เขาตกงาน ย้ายไปอีกเมืองหนึ่งกับครอบครัว หางานไม่ได้ แต่ในที่สุดโดยพระคุณของพระเจ้า เขาก็สามารถหางานที่ดีได้ เขาเริ่มไต่บันไดทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้ง เขายังคงดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและหนุนใจคนอื่น ๆ แต่ความอยากรวยเริ่มบดบังวิจารณญาณของเขา และเขาเลือกทำงานที่ทำให้เขาตกอยู่ในฐานะที่ต้องประนีประนอมความเชื่อ สุดท้ายการทดลองก็รุนแรงเกินไปและเขาก็ยอมแพ้ เขาทิ้งภรรยาและลูก ๆ ครั้งสุดท้ายที่ผมได้ยินเรื่องของเขา เขาไปแต่งงานกับแม่ม่ายอายุมากกว่า และใช้ชีวิตด้วยเงินของเธอ จอร์จกับผมเคยใช้เวลาเป็นชั่วโมง ๆ ด้วยกัน ศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐานด้วยกัน และออกไปทำงานรับใช้ที่ได้รับมอบหมายด้วยกัน บ่อยครั้งขณะคุกเข่าลงอธิษฐานและร้องไห้ ผมสงสัยและถามพระเจ้าว่าผมทำผิดพลาดต่อเขาตรงไหน

 

ไม่ทุ่มเทสุดใจ ผมขอเล่าเรื่องชายคนหนึ่งซึ่งผมขอเรียกเขาว่าสแตน ทุกคนชอบสแตน เขามีภรรยาที่เขารักมาก ทั้งสองคนร้อนรนในคริสตจักร ในรวีวารศึกษา และในการศึกษาพระคัมภีร์ที่บ้าน พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่สัตย์ซื่อที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้เป็นเวลาน่าจะราว ๆ สองปี พวกเขาเติบโตและเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง จากนั้นก็หยุด – นิ่งสนิท

 

ทุกวันนี้สแตนจัดว่าไม่ค่อยเกิดผลในฐานะสามี พ่อ และคริสเตียนที่เป็นพยาน มีบางเรื่องในชีวิตที่เขาไม่ยอมจัดการ เรื่องหนึ่งคือการไม่ยอมเชื่อฟังสิทธิอำนาจ เขาดันทุรังที่จะดื้อดึงอยู่เสมอ  อีกเรื่องหนึ่งคือความไม่สัตย์ซื่อ – คือให้สัญญาแล้วก็ไม่รักษาสัญญา เริ่มงานแล้วไม่ทำให้เสร็จ เรื่องที่สามคือเขาไม่ยอมทำสิ่งต่าง ๆ ในขอบเขตที่เหมาะสม ทั้งเรื่องเวลาและเงินทอง เรื่องที่สี่คือเขาไม่ทุ่มเทสุดใจ เขาทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่เขาอยากจะทำ แทนที่จะพยายามอย่างสุดความสามารถเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า เรื่องที่ห้าคือความขี้เกียจล้วน ๆ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ถึงที่สุดแล้วก็คือการให้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทุกวันนี้เมื่อผมมองดูสแตน และนึกถึงศักยภาพไม่มีขีดจำกัดในชีวิตของเขา ผมก็รู้สึกเสียใจที่เห็นเขาอยู่เฉย ๆ บนหิ้ง และออกนอกพระประสงค์ของพระเจ้า

 

สรุป เรื่องราวของความล้มเหลวทำให้เราได้สติ คุณอาจถามว่าทำไมผมไม่เลิก เหตุผลที่ผมไม่เลิกก็คือ ขอบพระคุณพระเจ้าที่ยังมีเรื่องอื่น ๆ เรื่องราวเหล่านั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่คำถามซึ่งมักจะมีคนถามผม “มันคุ้มค่าจริง ๆ หรือที่คุณลงทุนชีวิตกับคนอื่น” ผมขอเล่าให้คุณฟังว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน

 

พอลเพิ่งแต่งงานและเป็นผู้อำนวยการงานอนุชนในคริสตจักร แต่เขาถูกไล่ออกจากงานนั้น ซึ่งเป็นงานที่เขาพึ่งพารายได้เพื่อเลี้ยงภรรยาและจ่ายค่าเล่าเรียน เขาถูกไล่ออกไม่ใช่เพราะทำงานอนุชนได้แย่ แต่เพราะเขาเทศนาไม่ได้ – ซึ่งเป็นงานที่เขาไม่ได้ถูกว่าจ้างมาทำ

 

ผมคิดว่าชายหนุ่มคนนี้ควรจะรู้ว่าทำไมเขาจึงถูกไล่ออก ผมจึงขอให้เขามาที่ห้องทำงานของผม ผมบอกเขาว่าเขาถูกไล่ออกเพราะเขาไม่รู้วิธีเข้ากับผู้ใหญ่ เขาถูกเรียกให้ทำงานกับคนหนุ่มสาว และทำงานกับคนเหล่านั้นได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าเขาไม่เรียนรู้ที่จะเข้ากับผู้ใหญ่ เขาจะมีปัญหาอยู่เสมอ จากนั้นผมก็ถามว่าเขาจะทำอย่างไรกับการเรียน และในเวลานั้นเขายังไม่รู้

 

ผมปรึกษากับพอลสักครู่หนึ่ง จากนั้นก็บอกเขาว่าผมจะช่วยเรื่องค่าเล่าเรียนของเขา แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่งที่เขาจะต้องทำ ทุกครั้งที่เขามารับเช็ครายเดือน เขาจะต้องใช้เวลากับผมสองชั่วโมง เราเริ่มต้นกันจากเงื่อนไขนั้น และผมก็เริ่มลงทุนชีวิตของผมกับเขา

 

ไม่กี่เดือนต่อมา พอลเจอเพื่อนนักศึกษาชื่อบ๊อบ และเริ่มลงทุนในชีวิตของบ๊อบด้วยบางสิ่งที่ผมเคยแบ่งปันให้เขา และต่อมาหลังจากนั้น บ๊อบก็มาเป็นผู้อำนวยการงานอนุชนในคริสตจักรของผม ดังนั้นผมจึงช่วยเขาต่อจากจุดที่พอลได้ทำไว้ บ๊อบนำฝาแฝดคู่หนึ่งชื่อริคและบ๊อบมาหาพระคริสต์ แล้วก็เริ่มลงทุนชีวิตของเขาในชีวิตของสองคนนั้น เวลานี้ฝาแฝดคนหนึ่งเป็นศิษยาภิบาล อีกคนเป็นผู้อำนวยการฝ่ายคริสเตียนศึกษา บ๊อบคนแรกยังนำลินน์มาหาพระเจ้าด้วย และได้ฝึกเขาส่วนตัวระยะหนึ่ง เวลานี้เขากำลังจะเข้าสู่พันธกิจคริสเตียนศึกษา

 

แล้วคนเหล่านี้ก็นำคนอื่นมาหาพระคริสต์ต่อไป และเทชีวิตของตนลงในชีวิตของคนเหล่านั้น แล้วสายโซ่พันธกิจนี้ก็ถ่ายทอดต่อไป และมันเป็นสายโซ่เพียงหนึ่งชุดซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่ชาร์ลี ริกส์จะเริ่มลงทุนชีวิตของเขาในชีวิตของผม เพราะชาร์ลีได้รับการฝึกโดยดอว์สัน ทรอตแมน

 

การลงทุนชีวิตของเรากับคนอื่นเป็นงานที่คุ้มค่าจริง ๆ หรือ เท่าที่ผมทราบ มันคุ้มค่าอย่างแน่นอน ต่อไปนี้คือคนเจ็ดรุ่น และสายโซ่นี้ยังคงขยายต่อไป

 

ดอว์สัน ทรอตแมน

ชาร์ลี ริกส์

ผม

พอล

บ๊อบ

ริค บ๊อบ และลินน์

คนอื่น ๆ อีกมากมาย…

 

การทวีคูณใช้ได้ผล การสร้างสาวกที่เป็นวิถีชีวิตสามารถถ่ายทอดไปสู่คนหลายรุ่น และจะถ่ายทอดไปสู่คนหลายรุ่น

Comments

comments