ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่

 

ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บร้อนในใจเสมอ พร้อมที่จะถูกสาป และถูกตัดขาดจากพระคริสต์เพราะเห็นแก่พี่น้องของข้าพเจ้า . . .” (โรม 9:2, 3)

 

การประกาศสำเร็จได้โดยคน ไม่ใช่หลักสูตร มันมักจะไม่สำเร็จถ้าเราเพียงแค่เอาหนังสือเล่มหนึ่งให้ แล้วก็หวังว่าเขาหรือเธอจะทำตามคำสั่งในนั้น พันธกิจที่เกิดผลย่อมมีคนที่อธิษฐานและห่วงใยอยู่เบื้องหลังเสมอ คนผู้นั้นได้สัมผัสฤทธิ์เดชเปลี่ยนแปลงชีวิตของพระเจ้า และตั้งใจแน่วแน่ที่จะกลายเป็นช่องทางนำพระพรไปสู่ผู้อื่น

เพียงแค่บอกทิโมธีเรื่องการพยานนั้นยังไม่เพียงพอ การท้าทายเขาให้อธิษฐานขอโอกาสยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคือขั้นตอนที่หนึ่ง จากนั้นคุณจำเป็นต้องพาเขาไปกับคุณ และให้เขาได้สังเกตและมีประสบการณ์กับการประกาศ อย่าลืมว่านิมิตในการเป็นพยานนั้นถ่ายทอดกันด้วยชีวิต มากกว่าด้วยการสอน

 

ฝึกฝนเพื่อการประกาศ

คุณจะสร้างจิตสำนึกที่ตระหนักถึงสภาพหลงหายของมนุษย์ได้อย่างไร ขอให้จำไว้ว่านี่คือเงื่อนไขซึ่งจะนำไปสู่การสอนที่เกิดผลในชีวิตของทิโมธี คุณสามารถเริ่มต้นโดยการพูดถึงลูกา 10:2 และสร้างเรื่องราวให้ความหมายของพระคัมภีร์ข้อนี้ด้วยโครงการประยุกต์ใช้ฝ่ายจิตวิญญาณในชีวิตจริง ให้คุณพาเขามาที่รถของคุณ และพูดเบา ๆ ว่า “สองสามนาทีต่อไปนี้ ให้เราใคร่ครวญภาวนาสิ่งที่เรากำลังจะเห็น ให้เราไปดูไร่นาที่ต้องเก็บเกี่ยวกัน”

ให้คุณขับรถพาเขาไปตามถนนหนทางในเมืองของเขาช้า ๆ ให้เขาดูบ้านสวย ๆ พาเขาไปชุมชนแออัด ให้เขาดูย่านธุรกิจ ให้เขาเห็นไร่นาของเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้เขาเห็นไร่นาที่ต้องเก็บเกี่ยว นำเขาไปสู่จิตสำนึกที่ตระหนักว่าพระเจ้าได้ประทานพื้นที่ทำพันธกิจของเขาเองให้แก่เขา ให้คุณย้ำเตือนเขาว่าเขาไม่ได้อยู่ในเมืองนี้หรือละแวกนี้เพราะความบังเอิญ พระเจ้าทรงพระกรุณาช่วยเขาให้รอดและวางเขาไว้ที่นี่ เพื่อให้เขาเป็นพยานที่สัตย์ซื่อและมีฤทธิ์เดช โดยความเชื่อและการอธิษฐาน ส่วนหนึ่งของเมืองนี้เป็นของเขา เขาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยนำคนเหล่านั้นมาหาพระคริสต์ เพื่อเตรียมการสำหรับการเสด็จมาอย่างมีชัยชนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ถ้าคริสเตียนใหม่ทุกคนได้รับประโยชน์จากการพาชมเมืองแบบนี้ ไม่ช้าดวงตาของพวกเขาก็จะเปิดออก และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทำให้ใจของพวกเขาแตกสลาย พวกเขาจะเริ่มเห็นเมืองนั้นแบบที่พระเจ้าเห็น และไม่นานพวกเขาก็จะเริ่มเข้าใจจิตวิญญาณของพระเยซู เมื่อพระองค์ร้องว่า “โอ เยรูซาเล็ม เยรูซาเล็ม . . . บ่อยครั้งที่เราปรารถนาจะรวบรวมลูก ๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอม” (มัทธิว 23:37)

 

คริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องยอมให้หัวใจของตนแตกสลายเพราะสภาพหลงหายของผู้คน ผู้เชื่อส่วนใหญ่ไม่เคยมองไร่นาที่ต้องเก็บเกี่ยวด้วยสายตาฝ่ายจิตวิญญาณ หรือไม่เคยมีใครนำให้เขามองพันธกิจส่วนตัวของพวกเขาในแง่เหล่านี้

 

พอคุณกลับมาถึงบ้านหลังจากพาทิโมธีนั่งรถ ให้คุณนั่งลงและพูดว่า “คุณรู้ไหมว่าคุณและผมเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้าที่จะประกาศแก่คนในเมืองนี้ เราสามารถมีส่วนร่วมในการเก็บเกี่ยวอันยอดเยี่ยมนี้ได้” จากนั้นให้คุณเปิดพระคัมภีร์และอ่านเอเฟซัส 2:8-10 ด้วยกัน “เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้ เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ก่อนแล้วเพื่อให้เราดำเนินตาม” จากนั้นให้คุณพูดกับเขาว่า “เอาล่ะ โจ้ โดยพระคุณของพระเจ้า คุณกับผมได้รับความรอดเพื่อจุดมุ่งหมายที่เจาะจง คือการทำการดีของพระเจ้า” พระองค์ตรัสว่า “. . . และเขาจะทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปหาพระบิดาของเรา” (ยอห์น 14:12)

 

จากนั้นให้คุณอธิบายว่าในพระคัมภีร์ การทำการดีหมายถึงการมีพันธกิจส่วนตัว (วิวรณ์ 14:13) การดีไม่ใช่แค่ความพยายามช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่เป็นการทำงานรับใช้ฝ่ายจิตวิญญาณที่ได้รับการดลใจและฤทธิ์เดชจากพระเจ้า

 

แนวคิดนี้จำเป็นต้องฝังแน่นในใจเขา “โจ้ครับ คุณถูกสร้างและปั้นมาเพื่อพันธกิจที่เตรียมไว้เพื่อคุณโดยเฉพาะ คุณอาจไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วคุณสำคัญแค่ไหนสำหรับพระเจ้า พระองค์ทรงมีพื้นที่เก็บเกี่ยวพิเศษซึ่งเขียนชื่อคุณเอาไว้”

 

เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ทิโมธีของคุณจะต้องตระหนักว่าเขาพิเศษและไม่เหมือนใคร เขาได้รับการทรงเรียกให้เก็บเกี่ยวความรักนิรันดร์สำหรับพระเจ้า เพราะนั่นคือจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการประกาศ เขาจะต้องมีพันธกิจที่จะเกิดผลอันงดงาม และผลนั้นจะคงอยู่ตลอดไป

 

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่จะท้าทายพี่น้องผู้เชื่อด้วยนิมิตนี้ จากนั้นเขาจะสามารถมองเห็นได้ว่าเขาได้รับการทรงเรียกให้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่จะคงอยู่ถาวร เพื่อทำให้ภารกิจแห่งชีวิตและจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาสำเร็จ เขาไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ นอกจากจะทำงานส่วนพิเศษของเขาในพระมหาบัญชา

 

โรเบิร์ต โคลแมนกล่าวไว้อย่างชาญฉลาดว่า “ถ้าจะให้ความสำนึกถึงชะตากรรมนิรันดร์ฝังแน่นในหัวใจของคุณ คุณจะต้องเห็นคุณค่าของงานส่วนของคุณในยุทธวิธีของพระเจ้า” ตราบใดที่คุณยังไม่ตระหนักถึงงานส่วนของคุณในยุทธวิธีของพระเจ้า ไม่ว่าคุณจะทำอะไร มันก็จะดูเหมือนไม่มีความหมายและเป็นเรื่องโลกียวิสัย แต่พอคุณตระหนักว่าคริสเตียนทุก ๆ คนมีบทบาทสำคัญยิ่งในแผนการของพระเจ้า คุณก็จะมีแรงกระตุ้นที่จะทำทุกสิ่งที่พระเจ้าต้องการกระทำผ่านชีวิตของคุณจนสำเร็จ

 

คุณสามารถสรุปคาบเรียนสร้างแรงบันดาลใจนี้แก่ทิโมธี โดยการพูดทำนองนี้ “ในฐานะพี่เลี้ยงของคุณ นับเป็นสิทธิพิเศษที่ผมจะอธิษฐานกับคุณ และช่วยคุณแสวงหาพันธกิจของคุณ ความปรารถนาสูงสุดของผมคือการช่วยให้คุณเตรียมพร้อมที่จะเข้าใจแล้วก็ทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการให้คุณมีชีวิตที่ครบบริบูรณ์และเกิดผลซึ่งเป็นที่พอพระทัยพระองค์ ดังนั้นให้คุณตั้งเป้าไว้เสมอที่จะมีประสบการณ์กับจุดมุ่งหมายสูงสุดและดีที่สุดซึ่งพระองค์ทรงมีไว้สำหรับการรับใช้ของคุณ”

 

ถ้าคุณเริ่มต้นกับทิโมธีแบบนี้ เมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในการเฝ้าเดี่ยว การท่องจำข้อพระคัมภีร์ การศึกษาพระคัมภีร์ การพัฒนาลักษณะนิสัย และวินัยฝ่ายจิตวิญญาณอื่น ๆ เขาก็จะมองเห็นได้เองถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้กับการประกาศ ด้วยมุมมองที่สมดุลนี้ ซาตานก็จะสร้างความแบ่งแยกระหว่างการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณและการประกาศได้ยาก

 

แรงจูงใจที่ลึกที่สุดของการประกาศคือความรัก (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5) นิมิตของเราคือการมองเห็นว่าทุ่งนาพร้อมจะให้เก็บเกี่ยวแล้ว และเข้ามาเป็นคนงานในการเก็บเกี่ยวนั้น พร้อมกับอธิษฐานขอให้คนอื่นมาร่วมเก็บเกี่ยวกับเราด้วย (ลูกา 10:2) ยุทธวิธีของพระเจ้าคือการทวีคูณฝ่ายจิตวิญญาณ (2 ทิโมธี 2:2) ผู้มีส่วนร่วมคือพี่น้องคริสเตียนซึ่งถูกสร้างและได้รับฤทธิ์เดชเพื่อจะรับใช้และเป็นพยาน (เอเฟซัส 2:10 และกิจการ 1:8)

 

เมื่อคุณนำคนหนึ่งมารู้จักพระเจ้าและรักพระเจ้า คุณก็ได้ผลิตผลซึ่งจะทำให้พระองค์ได้รับเกียรติตลอดไป ทุกครั้งที่คุณนำบางคนมาหาพระคริสต์ และเขาเริ่มรักพระเจ้า คุณก็ได้ผลิตผลตามธรรมชาติของพระวิญญาณประการที่หนึ่ง

 

Comments

comments